Thursday, February 18, 2016

อัพเดทเรื่องการขอรับสิทธิประกันสังคม

เนื่องจากวานซืนมีสะใภ้ฝรั่งเศสท่านหนึ่งติดต่อสอบถามมาดามเรื่องขั้นตอนและเอกสารที่ใช้ยื่นขอทำ Carte Vitale มาดามก็เลยกลับไปย้อนดูโพสเก่าที่เคยแชร์ไว้ ปรากฎว่าลิ้งค์สำหรับโหลดฟอร์มขอรับสิทธิประกันสังคมนั้น ใช้ไม่ได้ (ตายละ ! นึกในใจ มันเกิดอะไรขึ้น) เลยเข้าไปหาแบบฟอร์มในเพจของ AMELI (l'Assurance maladie) หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เลยได้อ่านข้อมูลเรื่องการปฏิรูปกฎหมายสำหรับการประกันสังคม (จริง ๆ ก็ทราบว่าจะมีการบังคับใช้ประกันสุขภาพแบบใหม่ตั้งแต่ต้นปี ดูตามโฆษณาขายประกันนะคะ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก)

มาดามเลยขอมาอัพเดทถึงการขอรับสิทธิประกันสังคมที่ได้มีการปฏิรูปใหม่นี้ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับสะใภ้ใหม่ ๆ ที่กำลังจะย้ายมาอยู่ที่ฝรั่งเศส


ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 (ค.ศ. 2016) ประกันสังคมจะคุ้มครองแบบครอบคลุมแบบจักรวาล หรือ la protection universelle maladie  (PUMA) หมายถึง บุคคลที่บรรลุนิติภาวะทุกคน (18 ปีขึ้นไป) ที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ถึงแม้จะไม่ได้ประกอบอาชีพ  จะได้รับความคุ้มครอง
พูดง่าย ๆ ทุกคนที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศสสามารถได้รับสิทธิคุ้มครองด้านการรักษาสุขภาพ และได้ยกเลิกการขอพ่วงใช้สิทธิ หรือใช้สิทธิประกันสังคมของสามี  คือ ไม่ต้องยื่นขอความคุ้มครองเพิ่มเติมอีกแล้ว จากเดิมที่ต้องกรอกแบบฟอร์มขอใช้สิทธิร่วมกับสามี หรือ ayant droit นั้น ไม่มีอีกต่อไป ดังนั้น ข้อมูลที่เคยนำมาแชร์ในปี 2014-2015 นั้น ไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องแบบฟอร์มในการขอ Carte Vitale และยกเลิก CMU หรือ la couverture maladie universelle de base

ก่อนการปฏิรูปกฎหมายนี้ คนที่สามารถมี Carte Vitale ได้ คือ คนที่มีงานทำ  และมีการกำหนดระยะเวลาด้วยว่าต้องมีระยะเวลาในการทำงานขั้นต่ำเท่าใด จึงจะมีสิทธิได้ใช้สิทธิประกันสังคม ส่วนภรรยาที่ไม่ได้ทำงาน และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จำต้องขอใช้สิทธิร่วมกับสามี
กรณีที่ไม่มีงานทำ รัฐบาลฝรั่งเศสก็ไม่ได้นิ่งดูดาย รัฐจัดให้มี CMU หรือ la couverture maladie universelle de base สำหรับผู้ที่ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ แต่ CMU  ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2559 โดยจะใช้ PUMA หรือ la protection universelle maladie แทน

CMU ต่างจาก PUMA อย่างไร
CMU เป็นสิทธิประกันสังคมสำหรับผู้ที่ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้
PUM เป็นสิทธิประกันสังคมสำหรับทุกคนที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส ไม่ว่าจะมีงานทำ หรือไม่มี ไม่ว่าจะเป็นผู้อพยพ ลี้ภัยสงครามมา ต่างก็มีสิทธิขอรับประโยชน์ใช้ประกันสังคมได้
PUM เป็นสิทธิเฉพาะบุุคคล คือ ไม่มีการใช้สิทธิพ่วง ยกเว้น ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ คือ ยังไม่ถึง 18 ปี ก็ยังต้องใช้สิทธิของผู้ปกครองไป (อายุ 16 ปี สามารถยื่นเรื่องขอได้)
สำหรับคนที่ใช้สิทธิร่วมกับสามีไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถใช้สิทธินั้นตามเดิมได้ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนมาใช้สิทธิของตัวเอง ไม่อยากใช้สิทธิร่วมกับสามีอีกต่อไป ก็ต้องยื่นเรื่องขอสิทธิใหม่ แต่คงไม่มีใครอยากขอใหม่ เพราะต้องเตรียมเอกสารใหม่ทั้งหมดอีกรอบ!

ข้อมูลที่นำมาอัพเดทให้ทราบนี้ นำมาจากเว็บไซท์ของ L’Assurance Maladie  หรือ AMELI สามารถอ่านข้อมูลเป็นภาษาฝรั่งเศสได้ที่ http://www.ameli.fr/assures/droits-et-demarches/par-situation-professionnelle/vous-etes-sans-emploi/vous-n-avez-pas-d-activite-professionnelle_vaucluse.php



คุณสมบัติสำหรับผู้ที่จะขอรับสิทธิประกันสังคม
·      ต้องมีสัญชาติฝรั่งเศส หรือ
·      ต้องอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส คือ อยู่มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป (ต้องอยู่แบบไม่ได้เข้า ๆ ออก ๆ) อยู่แบบประจำถาวรก็ว่าได้ และต้องมีวีซ่าหรือ Carte de séjour
ทั้งนี้เงื่อนไขเวลาอยู่ประจำในประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 3 เดือน จะไม่สามารถปรับใช้กับบุุคคลดังต่อไปนี้
*      ผู้ที่ทำสัญญาเข้ามาฝึกงานในฝรั่งเศส เช่น แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม งานวิจัย;
*      ผู้ที่ได้รับประโยชน์เกี่ยวกับครอบครัว ความช่วยเหลือทางสังคม ความช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย หรือผู้สูงอายุ;
*      ผู้อพยพลี้ภัย หรือขอลี้ภัย;
*      อาสาสมัครระหว่างประเทศ;
*      คู่สมรส PACS

สำหรับกรณีคู่สมรสต่างชาติ แบบสะใภ้ฝรั่งเศส จะทำอย่างไร
ขั้นตอนในการยื่นขอ Carte Vitale และรับสิทธิประกันสังคม มีดังนี้
1.    ให้กรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์ม สามารถโหลดได้ตามลิ้งค์ http://www.ameli.fr/fileadmin/user_upload/formulaires/735.cnamts.pdf

 แบบฟอร์มขอรับสิทธิประกันสังคม จะมี 2 หน้า หน้าแรกจะให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคล

 


ในแบบฟอร์มหน้าแรก ให้กรอกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่จะขอรับสิทธิประกันสังคม (เมื่อโหลดไฟล์แบบฟอร์มมาแล้ว สามารถคีย์ข้อมูลลงในแบบฟอร์มแล้วพิมพ์ออกมาได้) ในส่วนแรกของแบบฟอร์ม มีดังนี้
  • กรอกชื่อ โดยให้กรอกนามสกุลเดิม (ตามใบสูติบัตร) ต่อด้วยนามสกุลสามี และตามด้วยชื่อจริง (ในการกรอกนามสกุล ต้องเขียน หรือ พิมพ์ด้วยตัวใหญ่หมด ส่วนชื่อจริงจะเขียนตัวใหญ่แค่ตัวอักษรตัวแรกเท่านั้น)
  • ข้ามมากรอกวันเดือนปีเกิดเลย เพราะเราเป็นต่างชาติ ไม่มีหลายเลขประกันสังคมเหมือนคนฝรั่งเศส ในการกรอกวันเดือนปีเกิด จะกรอกแบบ XX XX XXXX คือ วันที่ เดือน และ ค.ศ. เช่น 09 04 1975 เกิดวันที่ 9 เดือนเมษายน ค.ศ. 1975 (ดูตามหนังสือเดินทางเอา)
  • กรอกชื่อเมืองที่เกิด ตามด้วยชื่อประเทศ คือ THAÏLANDE
  • สัญชาติ ให้ติ๊กที่ช่อง autre คือ อื่น ๆ และเขียนว่า Thaïlandaise สัญชาติไทย
  • กรอกที่อยู่ คือ เลขที่บ้าน ชื่อถนน  รหัสไปรษณีย์ และชื่อเมือง (การเขียนชื่อเมืองต้องเขียนตัวใหญ่หมด)
  • ข้ามข้อที่บอกว่าถ้าไม่มีที่อยู่ส่วนบุคคล ให้กรอกที่อยู่องค์กร อาจจะเป็นที่ทำงาน ที่เลือกให้เป็นที่อยู่
  • กรอกอีเมล์ที่จะให้ติดต่อ และเบอร์โทรศัพท์
  • ติ๊กเลือกว่าจะให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับที่อีเมล์ที่ให้ไว้นี้หรือไม่

 ส่วนถัดไป คือ การลงนาม หรือเซ็นชื่อ

หน้าที่ 2 ของแบบฟอร์ม จะเป็นรายการเอกสารที่ต้องแนบ
2.    แนบเอกสารตามที่ระบุไว้ในแบบฟอร์ม (ซึ่งบังคับใช้สำหรับทุกกรณี) แต่สำหรับชาวต่างชาติ แบบสะใภ้ฝรั่งเศส เอกสารที่ต้องเตรียม (รายการเอกสารไม่ได้ต่างจากแบบฟอร์มตามกฎหมายเดิม) มีดังนี้ 
     2.1 สำเนาใบสูติบัตรที่มีการรับรองจากกรมการกงสุล พร้อมใบแปลจากผู้แปลที่มีรายชื่อขึ้นกับกระทรวงยุติธรรมฝรั่งเศส 
รายชื่อผู้แปล  http://www.thaiembassy.fr/wp-content/uploads/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%AA.pdf
 และ http://www.tsp.online.fr/spip.php?article92
 
**เพิ่มเติม สำหรับใบสูติบัตร เนื่องจากประเทศไทยเราจะให้ฉบับจริงกับเราไว้ จึงไม่ต้องไปขอกับเขตที่เราเกิดทุกครั้งเหมือนคนฝรั่งเศส เพราะเอกสารฝรั่งเศสจะมีอายุการใช้ได้แค่ 3 เดือน  ส่วนใบสูติบัตรไทยไม่มีวันหมดอายุ  จึงอาจจะเกิดปัญหาเรื่องเอกสาร โดยเฉพาะใบสูติบัตรกับบาง Préfecture หรือส่วนงานราชการของฝรั่งเศส ที่มักจะไม่เข้าใจเรื่องอายุของเอกสารของไทย
ดังนั้น จึงควรสำเนาใบ Certifcat de coutume ที่ขอจากสถานทูตไทย ณ กรุงปารีส ตอนที่ใช้จดทะเบียนสมรสในฝรั่งเศส ถ้าไม่มีก็เข้าไป copy จากกระทู้บ้านสะใภ้ฝรั่งเศส ซึ่งคุณ Clementine เป็นเจ้าของสำเนาเอกสารและเป็นผู้โพสแชร์ให้นำไปใช้ http://www.ladyinter.com/forum_posts.asp?TID=20296

 
ใน Certificat de coutume หรือ ใบประเพณีที่ออกโดยสถานทูตไทยฯ นี้ จะระบุไว้ชัดเจนว่าใบสูติบัตรไทย (ฉบับจริง) เป็นเอกสารสำคัญ ที่ออกให้ฉบับเดียวสำหรับการแจ้งเกิด การสมรสและหย่าจะไม่ปรากฎในใบสูติบัตร “En Thaïlande, l’acte de naissance origine est une pièce unique, il est délivré qu’une seule fois à la décaration de naissance. Le mariage est le divorce ne sont pas mentionnés sur l’acte de naissance.”

สำหรับคนที่เปลี่ยนชื่อมา คือ ชื่อไม่ตรงกับใบสูติบัตร ต้องรับรองใบเปลี่ยนชื่อกับกรมการกงสุล และสำเนาทะเบียนบ้านที่มีการรับรองแล้ว พร้อมแปล (เพราะในทะเบียนบ้านจะมีการขีดฆ่าชื่อเดิมออกไป พร้อมมีลายเซ็นเจ้าหน้าที่เขต) และต้องเขียนจดหมายอธิบายว่ากฎหมายไทยอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อได้

พระราชบัญญัติ ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505

มาตรา 16 ผู้มีชื่อตัวหรือชื่อรองอยู่แล้วประสงค์จะเปลี่ยนชื่อตัว หรือชื่อรอง ให้ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เมื่อนายทะเบียนท้องที่เห็นว่าชื่อตัว หรือชื่อรองที่ขอเปลี่ยนใหม่นั้นไม่ขัดต่อพระราชบัญญัตินี้ ก็ให้อนุญาตและออก หนังสือสำคัญแสดงการเปลี่ยนชื่อให้



2.2 สำเนาหนังสือเดินทาง หน้าแรก
2.3 สำเนา Stamp OFII หรือ สำเนา carte de séjour

ทั้งนี้ อาจมีการเรียกเอกสารเพิ่มเติมได้
สำหรับการยืนยันว่าอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสจริง เช่น สัญญาเช่าบ้าน บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแก๊ส ค่าโทรศัพท์ สลิปเงินเดือน ทั้งนี้ต้องเตรียมเอกสารย้อนหลัง 3 เดือน
กรณีที่ไม่ได้เป็นผู้เช่าบ้าน หรือเจ้าของบ้าน ให้สามีหรือเจ้าของบ้านเขียนหนังสือรับรองว่าเราอาศัยอยู่จริง 

3.    นำแบบฟอร์มและเอกสารต่าง ๆ  หรือไปยื่น ณ สำนักงาน l’Assurance Maladie ที่ขึ้นตรง ด้วยตนเองพร้อมสามี หรือจะจัดส่งทางไปรษณีย์ก็ได้
4.    รอเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาว่าต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติมหรือไม่
5.    มีจดหมายจากศูนย์ทำบัตร Carte Vitale ให้ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูล เช่น ชื่อ นามสกุล วันเดือนปีเกิด พร้อมแจ้งให้ติดรูปถ่ายและแนบเอกสารกลับไป
รายการเอกสารที่ต้องส่งไป ซึ่งระบุไว้ในหนังสือแนบ มีดังนี้
·       รูปถ่าย สี ขนาด 2x2" (ลอกกระดาษบนหนังสือออก และแปะรูปลงไป)
·       สำเนาหนังสือเดินทาง
·       สำเนาหน้าวีซ่าและหน้า Titre de séjour ที่ OFII ประทับให้ (มาดามส่งเผื่อไป)
6.    รอ Carte Vitale ประมาณ 15 วันทำการ หรือ 3 สัปดาห์


ผู้ที่มีสัญชาตินอกเหนือ L’Espace économique européen หรือ EEE หรือไม่ได้ถือสัญชาติในกลุุ่มประเทศในเขตเศรษฐกิจยุโรปและสวิส เช่น สะใภ้ฝรั่งเศส จำต้องมีหลักฐานรับรองการอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส นั่นคือ Titre de séjour ที่ยังไม่หมดอายุ (กรณีที่ยังไม่มี Titre de séjour สามารถนำหลักฐานใบนัดหมายจาก Préfecture หรือใบแทนสำหรับ carte de séjour แทน)
รายชื่อประเทศในสหภาพยุโรป : เยอรมนี ออสเตรีย เบลเยี่ยม บัลแกเรีย ไซปรัส โครเอเชีย เดนมาร์ก สเปน เอสโตเนีย ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลิกเตนสไตน์ ลักเซมเบิร์ก มอลตา นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส สาธารณรัฐเช็กโรมาเนีย อังกฤษ สโลวาเกีย สโลเวเนีย สวีเดน
ถ้าผู้ที่มีสัญชาตินอกเหนือ EEE หรือไม่ได้ถือสัญชาติในกลุุ่มประเทศสหภาพยุโรปและสวืส ไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสแบบถาวร คือ เดินทางเข้าออกบ่อย ไม่ได้อยู่นาน ก็ต้องขอรับความคุ้มครองแบบความช่วยเหลือทางด้านการรักษาแห่งรัฐ หรือ l’aide médicale d’Etat (AME)

* Liste des États de l'EEE : Allemagne, Autriche, Belgique, Bulgarie, Chypre, Croatie, Danemark, Espagne, Estonie, France, Finlande, Grèce, Hongrie, Irlande, Islande, Italie, Lettonie, Liechtenstein, Lituanie, Luxembourg, Malte, Norvège, Pays-Bas, Pologne, Portugal, République tchèque, Roumanie, Royaume-Uni, Slovaquie, Slovénie, Suède.





Thursday, February 11, 2016

Apprendre le français: ตารางรถบัส

การเรียนภาษา ไม่ได้อยู่แค่การท่องตำรา อ่านแกรมม่า ท่องศัพท์ แต่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชีวิตจริงของเราเองด้วย โดยการเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว สิ่งที่เราใช้ หรือหยิบจับ ที่มาดามเกริ่นมานี่ คือ พยายามโยงให้เข้าเรื่องที่จะมาแชร์สำหรับวันนี้ นั่นคือ การเรียนภาษาฝรั่งเศสจากตารางรถบัส

แน่นอนที่บางคนอาจจะไม่เคยนั่งรถบัส เพราะขับรถเอง หรือนั่งรถไฟใต้ดิน หรือรถราง  แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ ไม่ได้อยู่ในกรุงปารีส แถมไม่มีรถขับ ก็ต้องเดินทางกับรถบัส ซึ่งไม่เหมือนรถเมล์บ้านเราอย่างแน่นอน เพราะรถบัสที่นี่มาตรงเวลา เว้นเสียแต่กรณีมีอุบัติเหตุบนท้องถนน กีดขวางการจราจร ส่งผลให้รถติดยาว รถบัสก็จะมาช้าได้ (เคยเจอกับตัวเองมาหนึ่งหน รถติดเป็นชั่วโมง ถนนปิด เนื่องจากมีอุบัติเหตุ รถผ่านไปไม่ได้ ต้องอ้อมโลก จากที่ต้องถึงบ้าน 10 นาที ปาไปเป็นชั่วโมง)

การอ่านตารางรถได้จะช่วยชีวิตเราได้แน่นอน ช่วยในการเดินทาง ไม่หลง ไม่ตกรถ ในการวางแผนสำหรับการเดินทาง และพิสูจน์ได้ว่าเราก็ใช้ภาษาฝรั่งเศสในชีวิตประจำวันได้

ตัวอย่างที่มาดามนำมาแชร์นี้ เป็นตารางรถบัสสาย 235 ในเครือ 67 Réseau 67 สำหรับเขต 67  Bas-Rhin นะคะ  ส่วนเขตอื่นเป็นอย่างไร มาดามไม่ทราบค่ะ มาดามอยู่เขต 67 สิ่งที่หยิบยกมาพูดก็จะจำกัดแค่ในเขต 67 นี้เท่านั้น แต่เขตอื่นก็สามารถเรียนรู้ไปด้วยกันได้ เพราะคำศัพท์ก็ใช้เหมือนกัน จะต่างกันก็แค่เงื่อนไขบางอย่าง หรือกฏระเบียบบางอย่าง

มาดูหน้าตาของตารางรถบัสกันค่ะ les horaires de bus

จะไปเอาตารางรถบัสจากไหน? มาดามชอบไปหยิบตารางรถบัสจาก La mairie มาเก็บไว้ที่บ้านและพกติดตัวเสมอ เพื่อจะได้ดูเวลารถบัส บางครั้งก็หยิบในรถเลย ตรงทางขึ้น และที่แน่นอน สามารถหยิบได้ทุกสายที่ la gare หรือสถานีรถบัส
ทำไมต้องพกติดตัว? มีวันนึงที่มาดามไปเรียนภาษาฝรั่งเศส แล้วปรากฎว่าเค้างดสอน มาดามไม่ทราบ พอรุ้นี่แทบจะวิ่งกลับไปที่ป้ายรถเลย เพราะบางสายไม่ได้วิ่งทุกชั่วโมง นาน ๆ วิ่งที ถ้าพลาดก็ต้องรอไปอีกหลายชั่วโมง ที่เมืองเล็ก ๆ ก็ไม่มีที่ให้เดิน หรือนั่งเล่น นั่งรอ นาน ๆ ยิ่งถ้าหน้าหนาว หรือฝนตก จะไปรอที่ไหนกัน ถ้าพกตารางรถไว้กับตัวก็หยิบมากางดูว่ามีรถมากี่โมง ไปถึงป้ายทันไหม อย่างมาดามต้องต่อรถด้วย ก็ต้องพกตารางรถ 2 สายเลย 555 ชีวิตต่างแดน แถมบ้านนอกอีก
ตารางรถจะมี 2 หน้า สำหรับขาไปและขากลับ คำว่า Ligne คือ สาย จะตามด้วยหมายเลข และชื่อเส้นทาง จากต้นทาง ถึง ปลายทาง และต้องสังเกตุที่หน้ารถด้วย ที่ป้ายไฟบนหน้ารถจะบอกชื่อเมืองปลายทางด้วยค่ะ

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางแบบย่อให้ดูด้วยว่าจากไหน ไปไหน ผ่านที่ไหนบ้าง และระบุอีกด้วยว่าตารางรถนี้ใช้ได้ถึงเมื่อไหร่ ปกติก็จะใช้ดูได้ 1 ปี นี่ใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นก็ต้องไปหยิบมาใหม่ เพราะอาจมีการลดจำนวนการวิ่งในบางสายก็ได้ค่ะ
สิ่งที่สำคัญยิ่งในตารางรถบัส นั่นคือ ตารางเวลา ในแผ่นพับจะมีปฏิทินระบุวันที่และแถบสีให้ดูสำหรับแต่ละวันเลยค่ะ  และทำให้เรารู้ว่าคำย่อของวันที่ ที่ใช้ที่คืออะไร เดือนอะไร เป็นต้น
Déc. = décembre ธันวาคม, Janv. = janvier มกราคม, Fév. = février กุมภาพันธ์, Mars มีนาคม, Avril เมษายน, Mai พฤษภาคม, Juin มิถุนายน, Juil. = juillet กรกฎาคม และ Août สิงหาคม
การอ่านก็ให้อ่านแบบแถวตรงดิ่ง เช่น เดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ ก็ให้ดูที่แถว Fév.  เลขที่เห็นในแต่ละช่อง คือ วันที่ ส่วนตัวอักษรหน้าตัวเลข คือ คำย่อของวัน จากวันจันทร์ถึงอาทิตย์

L = lundi วันจันทร์,  M = mardi วันอังคาร, Me = mercredi วันพุธ, J = jeudi วันพฤหัสบดี, V = vendredi วันศุกร์, S = samedi วันเสาร์, D = dimanche วันอาทิตย์
F คือ jour férié วันหยุด
จะเห็นว่าในตารางวันที่มันเป็นสี ๆ เนื่องจากแถบสีจะบ่งบอกว่าเราต้องไปดูตารางเวลารถช่วงไหน โดยจะแบ่งตามวันหยุดโรงเรียนเป็นหลัก
ที่สำคัญ คือ สีเขียว ซึ่งเป็นช่วงเดินรถปกติ (โรงเรียนเปิด) สีส้ม คือ ช่วงโรงเรียนปิด ช่วงนี่รถวิ่งน้อย ส่วนสีม่วง คือ วันอาทิตย์และวันหยุด ส่วนมากก็จะไม่วิ่ง มีวิ่งบ้างสำหรับการเดินทางไปเมืองใหญ่ ๆ แต่ว่านาน ๆ มาคัน
จากปฏิทิน ก็มาดูด้านตารางเวลาของรถบัสกันต่อค่ะ จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งออกเป็น 2 กล่องใหญ่ คือ บน ล่าง (ไม่ใช่เล่นหวยนะคะ อิอิ) บน คือ ตารางเวลาสำหรับการเดินรถปกติ คือ แถบสีเขียว ส่วนด้านล่าง คือ ตารางเวลาเดินรถช่วงโรงเรียนปิดค่ะ แถบส้ม
มาต่อกันที่รายละเอียดของตารางเวลารถบัสกันค่ะ
ในตารางเวลาจะบอกชื่อเมืองที่รถวิ่งผ่าน เริ่มจากเมืองแรก คือ ต้นทาง ส่วนเมืองสุดท้าย คือ ปลายทาง
ช่องถัดไปจะเป็นชื่อป้ายรถ บางป้ายจะมีเครื่องหมายคนนั่งรถเข็นด้วย นั่นหมายถึงว่า ป้ายนั้นผู้พิการ สามารถขึ้นได้ คือ มีทางสำหรับผู้พิการที่นั่งรถเข็นขึ้นได้ที่ป้าย ในภาษาฝรั่งเศส เรียกว่า Point d'arrêt acessible aux personnes en fauteuil roulant  แถมต้องโทรไปสำรองที่นั่งก่อนเดินทาง ล่วงหน้า 1 วัน และจองได้แค่ 1 ที่ ต่อ 1 คันเท่านั้น Réservation obligatoire jusqu'à la veille du déplacement ... Attention : une seule place réservée par car
ให้สังเกตุคำว่า la veille อ่านผ่าน ๆ เหมือน vieille ที่แปลว่า แก่
la veille คือ วันก่อนหน้า  เช่น la veille de Noël หรือ Christmas Eve นั่นเอง
เวลาเดินทางไปไหนมาไหน เราต้องวางแผนการเดินทาง ไม่ต่างจากการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ ที่ต้องวางแผน เผื่อเวลาล่วงหน้า
จากตัวอย่าง มีนัดในเมือง Molsheim เวลา 9 โมงเช้า ก็ให้ดูที่ป้ายปลายทางที่จะลง ว่ามี 9 โมงไหม ไม่มีก็หาเวลาใกล้เคียงสุด ในที่นี่ ลงที่ป้าย La Poste เวลาใกล้เคียง 9 โมง คือ 8.37 จากนั้นก็ย้อนขึ้นไปดูเวลาที่ป้ายที่เราจะขึ้น เช่น Colombe เวลา 8.13  เป็นต้น
แล้ว (1) คือ อะไร อันนี้เพิ่งเจอมากับตัวเมื่อวันพุธที่ผ่านมานี่เอง คือ มาดามไปเรียนภาษา แล้วต้องขึ้นรถกลับตอนเที่ยง พอกางเวลามาดู 12.18 (1) ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร ก็เดินข้ามถนนไปรอที่ป้ายเดิมที่เคยขึ้นทุกครั้งเวลากลับ ยืนรอไป รอมาก็ไปส่องดูตารางรถที่ป้ายอีก ทีนี้หาอ่านว่าไอ้วงเล็บ 1 คืออะไร
อ่านไปแบบเข้าใจคร่าว ๆ ว่าให้ไปขึ้นรถที่ป้ายที่ไป Molsheim
 ทีนี้มาดามก็ต้องรีบข้ามถนนไปยืนรออีกฝาก ซึ่งปกติเป็นป้ายที่ลงสำหรับขาเข้าเมือง ไม่ใช่ขากลับบ้าน ยืนรอแบบงง งวย ส่องมันทั้ง 2 ฟาก ถ้ามาฟากเดิม ก็จะรีบข้ามกลับไป 
มีสาวฝรั่งเศสยืนรอรถเหมือนกัน แต่ยืนฟากป้ายขากลับปกติ สักพัก ชีสังเกตุเห็นมาดาม ชีเลยข้ามมาถาม เลยได้คุยฝรั่งเศสนิดหน่อย และต่อด้วยอังกฤษ แหะ แหะ
อะไรที่มีหมายเหตุต่อท้าย ต้องไปหาอ่านข้อความอธิบายโดยด่วน ไม่งั้นอาจหลงทิศหลงทาง ตกรถไม่รู้ตัว เช่น (1) La prise en charge et la dépose des voyageurs s'effectue au poteau d'arrêt "Direction Molsheim" (1) อันนี้ หมายถึง รับส่งผู้โดยสารที่ป้ายขาเข้า Molsheim คือ ให้เงยหน้าดูบนป้ายรถ มันจะเขียนว่าไปไหน และอย่าลืมดูป้ายหน้ารถด้วย มันจะมีบอกชื่อเมืองปลายทางด้วย

ช่องสีฟ้าและสีม่วงที่แทรกมา มันคือ อะไร งง มาก!!!
Correspondance เป็นตารางเวลาของรถไฟ และรถบัสสายอื่น คือ เหมือนกับการที่เรานั่งรถไฟฟ้า BTS แล้วไปต่อ MRT อะไรประมาณนี่ค่ะ
Coresspondance TER คือ ต่อรถไฟไป Strasbourg หรือจาก Strasbourg มาต่อบัส
Correspondance ligne ... คือ ต่อรถบัสอีกสาย ในที่นี่ คือ ต่อสาย 230 เข้าเมือง Strasbourg
ง่าย ๆ คือ คำว่า correspondance คือ เชื่อมโยง เกี่ยวเนื่องกัน
ท้ายสุด ก็เรื่อง tarification หรือ อัตราค่าโดยสาร ส่วน tarif ก็คือ ค่าโดยสาร
un billet คือ ตั๋ว
Billet unitaire ตั๋วเที่ยวเดียว
Carnet 10 voyages ตั๋ว 10 เที่ยว (un carnet หมายถึง เล่ม สมุดเป็นเล่ม ส่วน le voyage คือ การเดินทาง)


Pass groupe journée เป็นตั๋วกลุ่ม ใช้ได้ทั้งวัน (กลุ่ม 2-5 คน ใช้ทั้งวันถึงเที่ยงคืน)
Abonnement mensuel ตั๋วเดือน (mensuel รายเดือน)
Abonnement annuel ตั๋วปี

CTS ย่อมาจาก Compagnie des transports Strasbourgeois คือ คมนาคมขนส่งของชาว Strasbourg ที่มีทั้งรถบัส และรถราง le tram
TER ย่อมาจาก Transport Express Régional เช่น รถไฟ SNCF


Wednesday, February 10, 2016

เรื่องราวเกี่ยวกับ Pad Thaï

แวะมาทักทายยามบ่ายค่ะ
ตอนเช้ามาดามไป present เรื่อง Pad Thaï ในห้องเรียนมาค่ะ แต่ไม่ได้ทำอาหารไปให้ฝรั่งชิม แบกไม่ไหว ไหนจะ notebook ไหนจะอาหาร เลยขอ present อย่างเดียว
มาดามทำ present โดยใช้โปรแกรม PowerPoint พร้อมเปิด background เพลงไทยเดิม ประกอบไปด้วยระหว่างบรรยาย เนื้อหาและรูปภาพก็นำมาจาก internet นี่ละค่ะ
แรงบันดาลใจมาจาก clip amazing Pad Thai เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ มาดามเลยไปค้นหาข้อมูลทั้งไทย ทั้งฝรั่งเศส และก็ทำ slides presentation นั่งเขียนสคริปต์ นั่งท่อง สองถึงสามวันได้ ผลออกมาก็โอเค ตอนนี้ใครมาถามเรื่องผัดไทย มาดามสามารถอธิบายได้เป็นฉาก ๆ
อะไรที่เป็นเรื่องราว เป็น story มันดูน่าสนใจมาก แนวคิดนี้มาดามได้รับอิทธิพลมาจากญี่ปุ่น ร้านอาหารดังๆ ในญี่ปุ่น มักชอบเสนอ story เพื่อดึงดูดความสนใจผู้คน


ด้าน script นี่ ก็ค้นหามาจาก internet ทั้ง wiki และหลาย ๆ เพจ และต้องขอขอบคุณสามีที่ช่วยแก้ไขเรื่องแกรมม่าให้ แก้กันหลายรอบ คือ ตอนแรกกะจะพูดสดตามหัวข้อใน slide ไป ๆ มา ๆ มีสคริปต์ช่วยก็จะดีมาก เพราะจะฝึกออกเสียงไปด้วย  แถมมาดามแทรกคำถามไปเพื่อให้มีการโต้ตอบระหว่างการนำเสนอ ไม่ใช่นั่งฟังเพลิน ๆ (ตามหลักการนำเสนอที่ดี ควรให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมด้วย)

ทุกคนดูแล้วหิว อยากทานอาหารไทย 555 เสียดายมากที่ไม่ได้ทำไป และผู้สอนชอบประโยคที่ว่า "Sautez-le pas, Sautez le plat!" มาก อันนี้ ขอยกความดีให้สามี เพราะลุงแกมาเปลี่ยนของอิป้ามาดามจากเดิมแค่  "Sautez-le!"  พอเปลี่ยนแล้ว เอ้ย บระเจ้า มันยอดมาก แถมมีการเล่นคำ ระหว่าง pas และ plat (pas ในที่นี้ ไม่ใช่ pas ในประโยคปฏิเสธ แต่หมายถึง ก้าว เป็นคำนาม เพศชาย ส่วน plat ก็ จาน หรือ dish ในภาษาอังกฤษ)

ตั้งใจทำ presentation มาก ผู้สอนยังออกปากชม (อุตส่าห์ไปหาเพลงไทยเดิมมาประกอบด้วย แถมมาดามเปิดฟังทุกวันเลย ผ่อนคลาย)

แถมเวอร์ชั่นที่มีเสียงบรรยายของมาดามคร้า อ่านผิด อ่านถูก ออกเสียงไม่ถูกต้อง อย่าว่ากันนะคะ ได้แค่นี่ละ เพราะมีปัญหากับการออกเสียงภาษาฝรั่งเศสบางตัวมาก เช่น u 

Tuesday, January 12, 2016

มาหากิจกรรมดี ๆ ทำ กับ Association Générale des Familles

วันนี้มาดามจะมาแนะแนวทางที่น่าจะช่วยฝึกฝน เพิ่มพูนทักษะภาษาฝรั่งเศสด้านการพูด อย่างน้อยก็มีโอกาสได้ฝึกพูด ฝึกฟังชาวบ้าน บ่อย ๆ ก็พูดได้คล่องแน่นอน และดีกว่านั่งนอนอยู่บ้าน

หลังจากผิดหวังจากการสมัครเรียนต่อ โท ในมหาวิทยาลัยไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา มาดามเลยหาช่องทางอื่นแทน ในเมื่อตอนนี้ภาษาฝรั่งเศสง่อยมาก ยังไงมันก็ไปไม่ถึง C1 ง่าย ๆ ไอ้จะไปลงเรียนตามสถาบันภาษา ราคานี่ทำให้จุก เอาไปเล่าให้ครูฟัง ครูเลยแนะนำให้ลองไปติดต่อหาทำกิจกรรมดู (จริง ๆ มาดามก็ส่องไว้แล้ว สนใจเย็บผ้า) แถมครูเดินไปขอโบรชัวร์รายชื่อกิจกรรมในเมืองที่อยู่ให้อีก

ครูให้มาดามลองเขียนเมล์ไปสอบถามสมาคม Association Générale des Familles เรียกย่อ ๆ ว่า AGF  สมาคมนี้จะเป็นสมาคมที่ให้ความช่วยเหลือครอบครัว และยังจัดให้มีชมรมต่าง ๆ เพื่อให้คนในเมืองเข้าร่วมทำกิจกรรม

บระเจ้า นั่งเขียนมันสด ๆ ไม่มีตัวช่วย เขียนเสร็จ ครูก็ช่วยแก้ให้อีกที พอกลับบ้านก็ส่งเมล์ไปสอบถาม และตอนเย็นก็ชวนสามีไปถามที่สมาคมเลย มาดามถามเอง รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง 555

ตอนนี้มาดามยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมใด แต่ได้ส่งเมล์ไปถามข้อมูลเพิ่มเติม ถ้าสาว ๆ คนไหนสนใจอยากหาอะไรทำ แถมมีโอกาสฝึกพูดกับคนฝรั่งเศส ก็ลองไปขอรายชื่อกิจกรรมกับทาง la mairie ดูค่ะ บางเมืองมีชมรมเยอะแยะ และน่าสนใจ แถมกิจกรรมดี ๆ ไม่ได้มีแค่สำหรับผู้ใหญ่อย่างเรา เด็กน้อย คนแก่ ก็มี

 มาดามอยู่เขต 67 ก็สามารถเข้าไปดูที่เว็บของ agf67  http://www.agf67.fr/activites-a-services/adultes/loisirs-a-culture.html

บางคลับก็ต้องจ่ายเงินค่าเข้าร่วมชมรมเป็นรายปี และเสียค่าสมาชิกบัตร 20€ (ถ้าหารรายวัน หรือรายเดือนก็คุ้มอยู่)

จริง ๆ มาดามอยากเข้าชมรมนิตติ้ง Tricot แต่ที่เมืองนี้ไม่มี เลยอด เลยมาเล็งกิจกรรมเย็บ  la couture แต่ว่าต้องมีจักรเย็บผ้า และต้องหิ้วไป เสียเงินรายปี 100€  ไม่รวมค่าอุปกรณ์ เช่น ผ้า ด้าย จิปาถะ (ผ้าที่นี่แพงมาก เห็นราคาแล้วไม่อยากทำกิจกรรมนี้สักเท่าไหร่ มันไม่เหมือนบ้านเรามีผ้า 3 เมตรร้อย) เอาเป็นว่า พับโปรเจ็คนี้เก็บกลับบ้านไปเลยสำหรับมาดาม

ชมรมที่น่าสนใจสำหรับมาดาม คือ Club Féminin หรือ ชมรมสตรี  มาดามได้ส่งเมล์ไปสอบถามประธานชมรมเรื่องเงื่อนไข และรายละเอียดชมรมว่าเขาทำอะไรกัน เท่าที่ทราบก็มีการจัดไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์ แล้วพูดคุยกัน  มาดามคิดว่าชมรมนี่น่าจะโอสำหรับเราที่ต้องการฝึกพูด สื่อสารกับคนอื่น แถมได้เรียนรู้วัฒนธรรมไปด้วยในตัว

ยังไงถ้ามาดามได้คำตอบและรายละเอียดเพิ่มเติม จะมาอัพเดทให้ฟังนะคะ เย็นนี้มาดามขอตัวไปหาหนังสือมาอ่าน จะไป la médiathèque ไปยืมหนังสือมาอ่านคร้า

Apprendre le français: ตำแหน่งกรรมในประโยค (มีกรรมมากกว่า 1 ตัว)

วันนี้มาดามขอมาเสริฟลูกชิ้นปิ้งให้สาว ๆ ได้มาลองชิมกันค่ะ มีทั้งไม้เล็ก ไม้ใหญ่ เลือกกันตามชอบ

ลูกชิ้นปื้งของมาดาม กินแล้วเก่ง อิอิ

มาดามทำภาพเรื่องตำแหน่งการวางกรรม ในกรณีที่มีกรรมหลายตัวในประโยค ตัวไหนวางใกล้กริยามากที่สุด โดยทำเป็นลูกชิ้นปิ้ง ส่วนปากของเรา คือ กริยา กรรม คือ ลูกชิ้น
 

ไม้นี้ เป็นลูกชิ้นธรรมดา สำหรับกริยา 1 ตัว (simples) ถ้าไม่ชอบ ก็เติม ne หลังประธาน หลังปาก (กริยา) ก็เติม pas (อารมณ์ประมาณ ไม่ชอบ มีไรปะ)
 ไม้ที่สอง เป็นลูกชิ้นผสม composés
ตำแหน่งลูกชิ้นกรรม แบบผสม composés คือ มีกริยา 2 ตัว
พิเศษ สำหรับปฏิเสธ จะแทรก pas ระหว่างกริยา ง่าย ๆ คือ เติม pas หลังกริยาช่วย



 ไม้ที่สาม เป็นลูกชิ้นตามสั่ง l'impératif
มีแบบ 4 ลูก เสียบห่างให้เห็นไม้ (ขีดคั่น) สำหรับ l'impératif คำสั่งบอกเล่า
และแบบ 5 ลูก สำหรับคำสั่งปฏิเสธ

 ต่อไปนี้เราจะไม่งง งวย กับตำแหน่งของกรรมในประโยค เวลามีกรรมหลายตัว นึกถึงลูกชิ้นปิ้งไว้ 5555

Monday, January 11, 2016

Apprendre le français: Les pronoms toniques

มาดามจะลงเรื่องสรรพนามบุคคล ในหมวด les pronoms toniques ให้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่มีปัญหาเข้า wifi ไม่ได้ เลยไม่ได้ลงให้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ไม่เป็นไร วันนี้มาลงให้แล้วนะคะ

Les pronoms toniques ถ้าไปถามคนฝรั่งเศส หลายคนคงส่ายหัว ไม่รู้จัก แบบสามีของมาดามเป็นต้น ที่ไม่รู้จักนี่ คือ ไม่รู้จักชื่อที่เขาใช้เรียกกันแบบเฉพาะเจาะจงในทางไวยากรณ์ แต่รู้จักในฐานะคำสรรนาม หรือ Les pronoms นั่นเอง และวันนี้มาดามนำสรุปเรื่องการใช้ les pronoms toniques มาแชร์ และขอบอกว่าเนื้อหาบางส่วน มันเกิน le niveau A1 แน่นอนค่ะ ไหน ๆ จะทำความรู้จัก les pronoms toniques ก็เรียนรู้การใช้ให้ถ่องแท้ไปเลย


Les pronoms toniques
         เราใช้คำสรรพนามเน้นย้ำ หรือ les pronoms toniques ทุกวัน เพียงแค่เราไม่รู้ จักดีว่าคำที่เราใช้พูดอยู่ทุกวันนี้มันคืออะไร ทำหน้าที่อะไรในประโยค เพราะเราอาศัย การท่องจำ จำมาเป็นยวง จำมาเป็นแพคเกจ อันนี้ไม่ผิด แต่ถ้าเราสามารถแยกแยะ หรือวิเคราะห์หน้าที่ของคำในประโยคได้ จะทำให้เราเขียน หรือ พูด ได้หลากหลาย มากขึ้น
         บางครั้งจะเจอคำว่า les pronoms disjoints ซึ่งเป็นการเรียกตามลักษณะ การวางสรรพนามในประโยค คือ วางห่างจากกริยา หรือ ไม่ได้วางติดกริยา (les pronoms disjoints = les pronoms toniques)
 
เราใช้ les pronoms toniques ตั้งแต่การกล่าวทักทาย ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ
         Bonjour, ça va bien? Je vais bien et toi ?สวัสดี สบายดีไหม ? ฉันสบายดี
อธิบาย : toi คือ le pronom tonique ที่ใช้กับประธานสรรพนาม Tu
หลัง et ตามด้วย le pronom tonique เราไม่สามารถใช้ le pronom personnel sujet มาวางหลัง et ได้
et tu ต้องเปลี่ยน tu เป็น toi
ยกเว้น กรณีที่ et ใช้เชื่อมประโยค
Je vais bien et tu vas bien ?
อธิบาย : et ในที่นี้ เป็นการเชื่อมประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน
ประโยคแรก Je vais bien.
ประโยคที่สอง tu vas bien.

         Et vous, comment allez-vous ? แล้วคุณล่ะ สบายดีไหม ?
อธิบาย : vous คือ le pronom tonique ที่ใช้กับประธานสรรพนาม Vous

         อย่าไปสับสนกับคำสรรพนามอีกประเภทที่ใช้คู่กับ le verbe pronominal ซึ่งภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “Les pronoms réfléchis” เป็นคำสรรพนามสะท้อน การกระทำของประธานแต่ละตัว บางครั้งเรียกว่า “Les pronoms réfléchis nominaux” และที่สำคัญจะต้องเป็นคนเดียวกันกับประธาน และต้องวางหน้ากริยาเสมอ


V. s'appeler
Je m’appelle Beam. ฉันชื่อบีม
อธิบาย : m’ มาจาก me ลดรูป เมื่อชนสระ 
กริยาในประโยค คือ V. s’appeler เป็น กริยา pronominal ที่ผันตามประธาน Je จึงต้องใช้ me ที่เป็นสรรพนาม réfléchi สำหรับประธาน Je

ส่วน Moi, je m’appelle Beam. ตัวฉัน ฉันชื่อบีม 
Moi เป็น le pronom tonique ใช้เน้นประธาน je
ในประโยคนี้ มีทั้ง le pronom tonique คือ Moi และ le pronom réfléchi คือ m’
         ข้อสังเกตุ      le pronom réfléchi ต้องวางหน้ากริยา
                          แต่ le pronom tonique อาจจะอยู่เดี่ยว ๆ แบบอิสระ หรือตามหลังคำบุพบทก็ได้

 
รูปแบบการใช้ les pronoms réfléchis
         กาลปัจจุบัน le présent: ประธาน + le pronom réfléchi + กริยา pronominal
Normalement je me lève à sept heures. ปกติฉันตื่นเวลาเจ็ดโมง
อธิบาย: je คือ ประธานในประโยค
lève คือ กริยา มาจาก V. se lever ซึ่งเป็น verbe pronominal
me คือ pronom réfléchi ที่ใช้กับประธาน je

ประโยคปฎิเสธ:
ประธาน + ne + le pronom réfléchi + กริยา pronominal + pas
Normalement je ne me lève pas avant sept heures. ปกติฉันไม่ตื่นก่อนเจ็ดโมง

อดีตกาล le passé composé:
ประธาน + le pronom réfléchi + V. être + กริยา pronominal ในรูป p.p.
Ce matin, je me suis levé (e) assez tôt. เช้านี้ ฉันได้ตื่นนอนเช้าพอควร

ประโยคปฎิเสธ:
ประธาน +  ne + le pronom réfléchi + V. être +  pas + กริยา pronominal ในรูป p.p.
Ce matin, je ne me suis pas levé (e) assez tôt.
เช้านี้ ฉันไม่ได้ตื่นนอนแต่เช้า

Les pronoms toniques มี 2 หน้าที่ คือ
1) เป็นประธานของประโยค ที่เรียกว่า Les pronoms toniques sujets
1.1) เป็นประธานร่วม คือ มีประธานมากกว่าหนึ่งที่ทำกริยาตัวเดียวกัน
Mon mari et moi sommes allés en Thaïlande. สามีของฉันและตัวฉัน เราได้ไปที่ประเทศไทย
อธิบาย : Mon mari et moi ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
Mon mari เป็นคำนามเพศชาย เอกพจน์ เทียบเท่ากับ Il
et เป็นคำเชื่อม แสดงให้เห็นว่ามีประธานมากกว่าหนึ่ง
moi เป็นสรรพนามเน้นย้ำ le pronom tonique ที่ใช้แทน Je
ต้องใช้ le pronom tonique เนื่องจากตามหลัง et  อีกทั้ง Je ไม่สามารถตามหลัง et ถ้าไม่ได้เป็นการเชื่อมประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน (ต่างจากภาษาอังกฤษที่สามารถใช้ and I ได้)
หากต้องการใช้ Je ต้องวาง Je ไว้หน้าประโยค
Je et mon mari sommes allés en Thaïlande. ฉันและสามีของฉันได้ไปประเทศไทย

1.2)ใช้เน้นย้ำ การกระทำของประธานสรรพนามบุุุคคล 
·      ใช้เน้นตัวประธาน โดยวางหน้าประโยค และต้องมีเครื่องหมายลูกน้ำ , la virgule ตามหลัง แทนที่การใช้ C’est หรือ Ce sont
Moi, je m’appelle Beam. ตัวฉัน ฉันชื่อว่าบีม
หรือ C’est moi qui s’appelle Beam.

Elle, elle est très gentille. ตัวหล่อน หล่อนเป็นคนใจดี
หรือ C’est elle qui est très gentille.
·      การเน้นตัวประธานด้วยการใช้
C’est/ Ce sont + le pronom tonique + qui
C’est lui qui t’a offert ce bouquet manifique?
นั่นเขา คนที่มอบช่อดอกไม้แสนสวยนี้แก่เธอ ใช่ไหม?
อธิบาย :C’est lui ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เป็นเพศชาย เอกพจน์ มาจาก Il
qui เป็นสรรพนามที่เชื่อมประโยคและขยายความให้ประธานว่าเป็นคนกระทำ
t’ มาจาก te เป็นกรรมตรงของกริยา เมื่อชนสระ คือ a ที่มาจาก V. avoir ที่ผันตามประธาน คือ C’est lui ต้องลดรูป เป็น t’
กริยาของประโยค คือ a offert ซึ่งเป็นกาล le passé composé ของ V. offrir
·      สามารถใช้แทนประธานสรรพนามบุคคลที่ถูกละ
Lui, il veut réussir dans la vie; elle, veut réussir sa vie. ตัวเขา เขาต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต และตัวหล่อน ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต
อธิบาย : Lui, ใช้เน้น il ที่เป็นประธานในประโยคแรก
elle, ใช้เน้น elle ที่เป็นประธานในประโยคที่ 2 แต่ในประโยคที่ 2 ทำการละ หรือไม่ใช้ประธาน elle เพื่อให้ประโยคดูไม่เยิ่นเย้อ

Mon mari travaille; moi, dors. สามีของฉันทำงาน ส่วนตัวฉัน นอน
อธิบาย : moi, ใช้เน้น Je ที่เป็นประธานในประโยคที่ 2 แต่ในประโยคที่ 2 ทำการละ หรือไม่ใช้ประธาน Je
·      ประธานสรรพนามบุคคลจะหายไป เมื่อ le pronom tonique อยู่หน้า même และ seul และจะไม่ใส่เครื่องหมาย virgule , ตามหลัง
Toi seul connais la réponse. เธอคนเดียวที่รู้คำตอบ

2) เป็นกรรมของประโยค สามารถเป็นได้ทั้งกรรมตรงและกรรมรอง  โดยจะตามหลัง คำบุพบท
Je vais en Thaïlande avec mon mari. ฉันไปประเทศไทยกับสามีของฉัน
Je vais en Thaïlande avec lui. ฉันไปประเทศไทยกับเขา = สามีของฉัน
อธิบาย : lui เป็นสรรพนามแทนคำนามเพศชาย เอกพจน์
lui = mon mari
avec เป็นบุพบท

สรุปการใช้ les pronoms toniques
·      เป็นประธานร่วม คือ มีประธานมากกว่าหนึ่งที่ทำกริยาตัวเดียวกัน มักตามหลังด้วยบุพบท et
Mon mari et moi sommes allés en Thaïlande.
·      ใช้เน้นตัวประธาน โดยวางหน้าประโยค และต้องมีเครื่องหมายลูกน้ำ , la virgule ตามหลัง แทนที่การใช้ C’est หรือ Ce sont
Moi, je m’appelle Beam. ตัวฉัน ฉันชื่อว่าบีม
หรือ C’est moi qui s’appelle Beam.
·      ตามหลัง C’est
ใช้ในการแนะนำตัว
Est-ce que c’est ton mari? นั่นใช่สามีเธอหรือเปล่า?
Oui, c’est lui. ใช่แล้ว นั่นสามีฉัน
อธิบาย : lui คือ le pronom tonique ใช้แทนคำนาม ton mari ที่เป็นคำนามเอกพจน์ เพศชาย = il
หลัง C’est ต้องตามด้วย le pronom tonique

เน้นตัวประธาน
C’est/ Ce sont + le pronom tonique + qui
C’est lui qui t’a offert ce bouquet manifique?  
นั่นเขาคนที่มอบช่อดอกไม้แสนสวยให้เธอใช่ไหม?
อธิบาย : lui คือ le pronom tonique แทน il
หลัง C’est ต้องตามด้วย le pronom tonique
·      ใช้ในสำนวน “เป็นของ”  V.être à
A qui est ce sac? ถุงใบนี้ของใคร
Il est à moi. มันเป็นของฉัน
อธิบาย : Il แทนคำนามเอกพจน์ เพศชาย คือ ce sac
est คือ กริยา มาจาก V. être ที่ผันตามประธาน Il ในกาลปัจจุบัน
หลัง V. être à ต้องใช้ le pronom tonique
moi คือ le pronom tonique ของ Je
·      ใช้ในเชิงเปรียบเทียบหรือเน้นให้เห็น
Moi, je suis thaïlandaise mais lui, il est français et elles, elles sont chinoises. ตัวฉัน ฉันเป็นคนไทย แต่ตัวเขา เขาเป็นคนฝรั่งเศส ส่วนพวกเขาทั้งหลายเป็นคนจีน
อธิบาย : ในตัวอย่างนี้ มีด้วยกัน 3 ประโยค
ประโยคแรก ประธาน คือ je และใช้ moi ที่เป็น le pronom tonique ของ Je
ใช้ moi ตามด้วยเครื่องหมายลูกน้ำ , => moi, เพื่อเน้นและเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง
ประโยคที่สอง เชื่อมด้วย mais
ประธาน คือ il และใช้ lui ที่เป็น le pronom tonique ของ Il
ใช้เน้นให้เห็นความต่าง จึงต้องตามด้วยเครื่องหมายลูกน้ำ , => lui,
ประโยคที่สาม เชื่อมด้วย et
ประธาน คือ elles และใช้ elles ที่เป็น le pronom tonique ของ Elles
ใช้เน้นให้เห็นความต่าง จึงต้องตามด้วยเครื่องหมายลูกน้ำ , => elles,
·      ใช้ตอบคำถามว่าใครทำอะไร เป็นการตอบแบบสั้น ๆ
Qui écrit cette lettre? ใครเขียนจดหมายฉบับนี้
Moi. ฉันเอง
ตอบเต็ม คือ Moi, j’écris cette lettre. ตัวฉันที่เขียนจดหมายฉบับนี้เอง
·      ใช้คู่กับ aussi, non plus หรือ pas โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายลูกน้ำตาม , Moi aussi! ฉันด้วย
Moi non plus! ฉันก็ไม่ล่ะ
Pas moi! ไม่ใช่ฉัน
·      ใช้แทนประธานสรรพนามบุคคลที่ถูกละ
Lui, il veut réussir dans la vie; elle, veut réussir sa vie. ตัวเขา เขาต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต และตัวหล่อน ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต
อธิบาย : ประโยคแรก ประธาน คือ il และใช้ lui, ที่เป็น le pronom tonique ของ Il เพื่อเน้นว่าประธานเองเป็นผู้กระทำ
ประโยคที่สอง เชื่อมด้วยเครื่องหมาย ; un point virgule ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ et
elle, ในที่นี้ ไม่ได้เป็น le pronom personnel sujet แต่เป็น le pronom tonique ของประธาน Elle ที่ถูกละ (ไม่เขียน)
สังเกตุได้จาก หลัง elle มีเครื่องหมายลูกน้ำ , ติดอยู่
ถ้าเป็น le pronom personel sujet จะไม่มีลูกน้ำมาคั่น สามารถเขียนและวางหน้ากริยาได้เลย

ประโยคเต็ม คือ
Lui, il veut réussir dans la vie et elle, elle veut réussir sa vie.
สาเหตุที่ ละประธานสรรพนาม Elle คือ ไม่ต้องการเขียนประโยคยาว และมีคำว่า elle ซ้ำติดกัน มันดูไม่สวย
·      ประธานสรรพนามบุคคลจะหายไป เมื่อ le pronom tonique อยู่หน้า même  seul และ aussi โดยจะไม่ต้องใส่เครื่องหมายลูกน้ำ un virgule , ตามหลัง
Toi seul connais la réponse. เธอคนเดียวที่รู้คำตอบ
อธิบาย : ในประโยคนี้ ละประธานสรรพนามบุคคล คือ ละ Tu
ประโยคเต็ม คือ Toi, tu seul connais la réponse.
หน้า seul จะใช้ le pronom tonique
ตัด Tu ออก เหลือแค่ toi

Lui seul a travaillé hier. เขาทำงานคนเดียวเมื่อวานนี้
อธิบาย : ละประธานสรรพนามบุคคล คือ ละ Il
ประโยคเต็ม คือ Lui, il a travaillé hier.
หน้า seul จะใช้ le pronom tonique
ตัด Il ออก เหลือแค่ Lui

Eux aussi veulent venir. เขาทั้งหลายต้องการที่จะมาด้วย
อธิบาย : ละประธานสรรพนามบุคคล คือ ละ Ils
ประโยคเต็ม คือ Eux, ils aussi veulent venir.
หน้า aussi จะใช้ le pronom tonique
ตัด Ils ออก เหลือแค่ Eux
·      ใช้เน้นกรรมของกริยาในประโยค
Toi, Jean t’a épargné. ตัวเธอ ชองได้ช่วยเธอไว้
อธิบาย : ประธานของประโยค คือ Jean สังเกตุจากกริยา คือ a (V.avoir) ที่ผันกับประธานเอกพจน์ เพศชาย = Il
แต่ในประโยคนี้ต้องการเน้นว่าใครที่ประธานช่วยไว้ จึงต้องใช้ le pronom tonique
Toi, เน้นกรรมของกริยา คือ t’ ที่ลดรูปจาก te
t’ คือ กรรมตรงของกริยา épargner
V. épargner quelqu’un ช่วยใคร
·      ตามหลังคำบุพบทเสมอ เช่น
avec กับ: Tu vas au cinéma avec lui. เธอไปโรงหนังกับเขา

chez ที่บ้าน: Mes voisins m'ont invité chez eux. เพื่อนบ้านของฉันได้เชิญฉันไปที่บ้านของเขา
อธิบาย : ใช้ eux เพราะ mes voisins เป็นคำนามพหูพจน์ เพศชาย = Ils
หลัง chez ต้องใช้ le pronom tonique
eux คือ le pronom tonique ของ Ils
*chez เป็นคำบุพบทใช้แสดงให้เห็นว่าที่บ้าน อพาร์ทเม้นท์ หรือสถานที่ มักตามด้วย le pronom tonique หรือชื่อคน

sans ปราศจาก: Je ne peux pas vivre sans toi. ฉันไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากเธอ

à coté de ข้าง ๆ : Il est assis à coté de toi. เขานั่งข้าง ๆ เธอ

en face de ตรงหน้า : Il est assis en face de toi. เขานั่งตรงหน้าเธอ

pour สำหรับ แก่: J’achète ce livre pour toi. ฉันซื้อหนังสือเล่มนี้แก่เธอ

devant ข้างหน้า
derrière ข้างหลัง
autour รอบ ๆ
contre ต่อต้าน
·      ตามหลังคำเชื่อม les conjonctions  เช่น
et และ
ou หรือ
·      ใช้ในการเปรียบเทียบ โดยจะวางหลัง que และ comme
Tu es plus grande que moi. เธอตัวสูงใหญ่กว่าฉัน
·      ใช้กับประโยคคำสั่ง l’impératif โดยวาง le pronom tonique หลังกริยา และ un trait d’union ขีดคั่นกลาง
Passe-moi le sel s’il te plaît. ช่วยส่งเกลือมาให้หน่อยค่ะ
อธิบาย : moi คือ le pronom tonique แปลงร่างจาก me  ที่เป็นกรรม
ประโยคบอกเล่า คือ Tu me passes le sel s’il te plaît.
พอทำเป็น l’impératif คือ ย้ายกริยามาวางขึ้นต้นประโยค ตัด s ทิ้งสำหรับประธาน Tu และตัดประธาน Tu ออกด้วย
เปลี่ยน me เป็น le pronom tonique คือ moi และเติมเครื่องหมายขีด คั่นกลางระหว่างกริยา และสรรพนาม

Excusez-moi! ขอโทษค่ะ
อธิบาย : moi คือ le pronom tonique

หลังกริยาในโหมด l’impératif คือ les pronoms compléments เป็นได้ทั้งกรรมตรง COD (le, la, les, en) และกรรมรอง COI (moi, toi, lui, nous, vous, leur, y)
สังเกตุได้ว่า เราจะใช้ le pronom tonique มาแทนเฉพาะ me, te คือ moi, toi ส่วนที่เหลือยังคงใช้ les pronoms COI เช่นเดิม ถ้าประโยคคำสั่งในรูปปฏิเสธ จะต้องเปลี่ยน moi, toi มาเป็น me, te ถ้าชนสระ ต้องลดรูปเป็น m’ , té
Tu me laisses seule. เธอปล่อยฉันอยู่คนเดียว
เป็นประโยคบอกเล่า ประธาน คือ Tu โดยมีกรรมคือ me
Laisse-moi seule! ปล่อยฉันอยู่คนเดียว
เป็นประโยคคำสั่ง l’impératif
ย้ายกริยา laisses ในประโยคบอกเล่า และตัด s ทิ้ง เป็น Laisse
เปลี่ยน me เป็น moi ที่เป็น le pronom tonique และเติมเครื่องหมายขีดคั่นระหว่างกริยาและ moi
Ne me laisse pas seule! อย่าปล่อยฉันอยู่คนเดียว
เป็นประโยคคำสั่ง ในรูปปฏิเสธ
วาง Ne หน้าประโยค และตามด้วยกรรม คือ me
จะเปลี่ยน moi จากประโยคคำสั่งบอกเล่า มาเป็น me แทน
หลังกริยา เติม pas

Tu m’aides à couper les légumes. เธอช่วยฉันหั่นผัก
เป็นประโยคบอกเล่า ประธาน คือ Tu โดยมีกรรมคือ me
me เมื่อชนสระ ต้องลดรูปเป็น m’
กริยา คือ aides มาจาก V. aider ผันตามประธาน Tu
หลัง à คือ V. couper เป็นกริยาไม่ผัน V. infinitif
Aide-moi à couper les légumes
เป็นประโยคคำสั่ง l’impératif
ย้ายกริยา aides ในประโยคบอกเล่า และตัด s ทิ้ง เป็น Aide
เปลี่ยน me เป็น moi ที่เป็น le pronom tonique และเติมเครื่องหมายขีดคั่นระหว่างกริยาและ moi
Ne m’aide pas à couper les légumes.
เป็นประโยคคำสั่ง ในรูปปฏิเสธ
วาง Ne หน้าประโยค และตามด้วยกรรม คือ me
จะเปลี่ยน moi จากประโยคคำสั่งบอกเล่า มาเป็น me แทน
me เมื่อชนสระ ต้องลดรูปเป็น m’
หลังกริยา เติม pas

กรณีที่มีทั้งกรรมตรงและกรรมรองในประโยคคำสั่ง ต้องวางกรรมตรง COD หน้ากรรมรอง
คำสั่งบอกเล่า จะต้องมีขีดคั่น วางหน้า COD และ COI 
ส่วนคำสั่งปฏิเสธ ไม่ต้องมีขีดคั่น

 
ทิป กรรมตรง COD จะวางติดกริยา
    ถ้ามีกรรมรอง lui และ leur จะวางติดกริยา

V. rendre quelque chose à quelqu’un คืนอะไรให้ใคร
Tu rends mon livre à moi. เธอคืนหนังสือของฉันให้ฉัน
Tu me le rends.
ประโยคบอกเล่า ประธานคือ Tu
me คือ กรรมรอง COI มาจาก à moi
le คือ กรรมตรง COD มาจากmon livre คำนามเอกพจน์ เพศชาย
กริยา คือ rends มาจาก V. rendre ผันกับประธาน Tu
Rends-le-moi คืนมันให้ฉัน
ประโยคคำสั่ง ย้ายกริยา rends มาวางหน้าประโยค
rends คง s ไว้สำหรับประธาน Tu (จะตัด s สำหรับกริยาที่ลงท้าย -er )
เมื่อมีกรรม 2 ตัว ตำแหน่ง คือ กรรมตรงวางติดกริยา และตามด้วยกรรมรอง
แต่ต้องมีขีดคั่นกลางเสมอ
Ne me le rends pas. ไม่ต้องคืนมันให้ฉัน
ประโยคคำสั่งปฏิเสธ เติม Ne หน้าประโยค
เมื่อมีกรรม 2 ตัว กรรมรองติด Ne ส่วนกรรมตรงติดกริยา และไม่ต้องมีขีดคั่น

Tu nous le rends. เธอคืนมันให้เรา
Rends-le-nous. คืนมันให้เรา
Ne nous le rends pas. ไม่ต้องคืนมันให้เรา

Tu le leur rends. เธอคืนมันให้พวกเขา
Rends-le-leur. คืนมันให้พวกเขา
Ne le leur rends pas. ไม่ต้องคืนมันให้พวกเขา

·      ใช้กับกริยาที่ตามด้วย à + คน (quelqu’un) เช่น
V. tenir à quelqu’un  แคร์ ใส่ใจใคร: Il tient beaucoup à elle.
Je tiens à mes parents = Je tiens à eux.
V. penser à quelqu’un คิดถึงใคร: Je pense souvent à lui.
Je pense à mon grand-père = Je pense à lui.
V. faire attention à ระมัดระวังใคร:
Je fais attention à cette femme = Je fais attention à elle.
V. renoncer à ล้มเลิก ยกเลิก:
Je renonce à mes filles = Je renonce à elles.
V. être opposé à quelqu’un ต่อต้านใคร
V. soigner à quelqu’un ดูแลใคร
V. être attaché (e) à quelqu’un ติดใคร
V. songer à quelqu’un คิดถึง นึกถึง

เน้นว่า ใช้กับกริยาที่ตามด้วย à + คน ไม่ใช่สิ่งของ
ถ้ากริยาตามด้วย à + สิ่งของ สถานที่่ จะใช้ y แทน
Pense à acheter du pain! จงคิดที่จะซื้อขนมปัง
Oui, j’y penserai. ใช่ ฉันจะคิดที่จะซื้อมัน
อธิบาย : y เป็นสรรพนาม ใช้แทนคำว่า à acheter du pain ซึ่งไม่ใช่สิ่งมีชิวิต

Tu penses beaucoup à ta fiancée? เธอคิดถึงคู่หมั้นของเธอมากใช่ไหม?
Oui, je pense beaucoup à elle. ใช่ ฉันคิดถึงหล่อนมาก
อธิบาย : V. penser à quelqu’un คิดถึงใคร
หลัง à ใช้ le pronom tonique => à elle ซึ่งแทนที่คำว่า ta fiancée คำนามเพศหญิง เอกพจน์ บุคคลที่ 3 และมีชีวิต
elle = COI กรรมรองของกริยา penser à

ยกเว้นกริยาที่มีรูปแบบ กริยา + สิ่งของ+ à + คน  ที่ต้องใช้ les pronoms conjoints หรือ กรรมรอง COI ที่ย้ายมาวางหน้ากริยา เช่น
V. acheter quelque chose à quelqu’un ซื้ออะไรให้ใคร
V. chanter quelque chose à quelqu’un ร้องอะไรให้แก่ใคร
V. demander quelque chose à quelqu’un ขออะไรจากใคร
V. dire quelque chose à quelqu’un พูดอะไรกับใคร
V. donner quelque chose à quelqu’un ให้อะไรกับใคร
V. envoyer quelque chose à quelqu’un ส่งอะไรให้ใคร
V. écrire quelque chose à quelqu’un เขียนอะไรถึงใคร
V. expliquer quelque chose à quelqu’un อธิบายอะไรแก่ใคร
V. faire quelque chose à quelqu’un ทำอะไรให้ใคร
V faire confiance à quelqu’un เชื่อมั่นในตัวใคร
V. lire quelque chose à quelqu’un อ่านอะไรให้ใครฟัง
V. montrer quelque chose à quelqu’un ชี้อะไรให้ใคร
V. obéir à quelqu’un เชื่อฟังใคร
V. prendre quelque chose à quelqu’un เอาอะไรให้ใคร
V. racontrer quelque chose à quelqu’un เล่าอะไรให้ใคร
V. répondre à quelqu’un ตอบใคร

J’envoie une lettre à mon amie. ฉันส่งจดหมายให้เพื่อนสาวของฉัน
J’envoie une lettre à elle.
อธิบาย : à elle คือ le pronom tonique ใช้แทน à mon amie คำนามเพศหญิง เอกพจน์ บุคคลที่ 3 และเป็นกรรมรองของกริยา V. envoyer
กรรมรองที่วางท้ายประโยค หรือวางหลังคำบุพบท à จะต้องใช้ le pronom tnique
envoie คือ กริยาที่ผันกับประธาน Je
Je lui envoie une lettre
กรณีที่ย้ายกรรมตรงมาวางหน้ากริยา จะใช้คำสรรพนามกรรมรอง
lui คือ กรรมรอง COI แทนคำว่า mon amie
Je la lui envoie.
เป็นประโยคที่มีกรรมตรงและกรรมรอง โดยนำกรรมตรงและกรรมรองมาวางหน้ากริยา
la แทนคำนามเพศหญิง เอกพจน์ คือ une lettre เป็นกรรมตรง COD
lui คือ กรรมรอง COI แทนคำว่า mon amie

Elle répond à ses parents. หล่อนตอบพ่อแม่ของหล่อน
Elle répond à eux.
อธิบาย : eux เป็น le pronom tonique แทน à ses parents คำนามพหูพจน์ บุคคลที่ 3 เพศถ้าไม่ทราบให้เดาเป็นเพศชายก่อนเสมอ แต่คำว่า parents คือ ผู้ปกครอง หรือ พ่อแม่ ในเมื่อมีพ่อ เป็นเพศชาย คำว่า parents จึงเท่ากับ Ils
กริยา คือ répond มาจาก V; répondre ผันตามประธาน Elle
Elle leur répond.
leur คือ กรรมรอง répond à eux => leur répond
เมื่อย้ายกรรมรองมาวางหน้ากริยา ต้องใช้สรรพนามกรรมรอง
สรรพนามกรรมรองของ eux คือ leur

Elle répond à cette lettre. = Elle y répond. หล่อนตอบจดหมายฉบับนี้
อธิบาย : y เป็นคำสรรพนามใช้แทนคำนามที่ไม่มีชีวิต และที่ตามหลัง à
y = à cette lettre

Tu as répondu à ton professeur? เธอได้ตอบอาจารย์ของเธอหรือยัง
Tu as répondu à lui?
อธิบาย : lui คือ le pronom tonique ที่วางหลัง à
à lui = à ton professeur
กริยา คือ as répondu มาจาก V. répondre ที่ผันกับประธาน Tu ในกาล le passé composé
Oui, je lui ai répondu. ใช่ ฉันได้ตอบเขาไปแล้ว
lui ที่วางหน้ากริยา คือ สรรพนามกรรมรอง

·      ใช้กับ les verbes pronominaux
se (le pronom réfléchi)+ verbe + à + quelqu’un
V. s’habituer à : เคยชิน
Je m’habitue à mon amie. = Je m’habitue à elle.
V. s’intéresser à : สนใจ
Je m’intéresse à Jean Paul Sartre = Je m’intéresse à lui.
V. s’addresser à : ไปถามหา สอบถาม
Je m'adresse à mes étudiantes = Je m'adresse à elles.
V. s’opposer à : ต่อต้าน
Je m'oppose à mes parents. = Je m'oppose à eux
V. s’associer à เข้าร่วมด้วย
V. se joindre à ร่วมกับ
V. s’attacher à ติดกับ
·      ใช้กับกริยาที่ตามด้วย de + คน (quelqu’un) เช่น
V. parler de quelqu’un พูดถึงใคร
V. entendre parler de quelqu’un ได้ยินว่าพูดถึงใคร
V. être amoreux de quelqu’un ตกหลุมรักใคร
V. être fier (fière) de quelqu’un ภูมิใจในใคร
V. être responsable de quelqu’un รับผิดชอบใคร
V. avoir besoin de quelqu’un ต้องการใคร
V. avoir envie de quelqu’un ปรารถนาใคร
V. avoir peur de quelqu’un กลัวใคร
V. se souvenir de quelqu’un จดจำใครได้
V. se rappeler de quelqu’un จำใครได้

J’ai beaucoup entendu parler de cette comédienne. ฉันได้ยินคนพูดถึงนักแสดงสาวคนนี้เยอะมาก
= J’ai beaucoup entendu parler d’elle.
อธิบาย : หลัง de ใช้ le pronom tonique
elle คือ le pronom tonique แทนที่คำนามเพศหญิง เอกพจน์ บุคคลที่ 3 คือ cette comédienne
de ต้องลดรูปเป็น d’ เมื่อชนสระ => d’elle
กริยา คือ ai entendu parler de มาจาก V. entendre parler de ผันกับประธาน Je ในกาล passé composé

Elle est fière de Jean. หล่อนภูมิใจในชอง
= Elle est fière de lui.
อธิบาย : de lui ใช่แทน de Jean
lui คือ le pronom tonique แทน Jean = Il

เน้นว่า ใช้กับกริยาที่ตามด้วย de + คน ไม่ใช่สิ่งของ
ถ้ากริยาตามด้วย de + สิ่งของ จะใช้ en แทน
J’ai beaucoup entendu parler de ce livre. ฉันได้ยินคนพูดถคงหนังสือเล่มนี้เยอะมาก
= J’en ai beaucoup entendu parler.
อธิบาย : en แทน de ce livre หนังสือ เป็นสิ่งไม่มีชีวิต จึงต้องใช้ en

Il est fier de sa nouvelle voiture. เขาภูมิใจในรถคันใหม่ของเขา
= Il en est fier.
อธิบาย : en แทน de sa nouvelle voiture รถเป็นสิ่งไม่มีชีวิต
คำนามที่ตามหลัง de จะเปลี่ยนเป็น en และย้ายมาวางหน้ากริยา

ปกติกริยาที่ตามด้วย de คำที่ตามหลัง de จะเป็นกรรมรอง COI และถ้าต้องการแทนคำนั้นด้วยสรรพนาม ต้องใช้ les pronoms toniques
V. s’occuper de ยุ่งกับ
Je m'occupe de mon frère. = Je m'occupe de lui.
V. se souvenir de ระลึกถึง
Je me souviens de ma tante. = Je me souviens d'elle.
V. parler de พูดถึง
Je parle de Marie. = Je parle d'elle.
V. se moquer de หยอกล้อ แหย่เล่น
Je me moque de ma soeur = Je me moque d'elle.
V. avoir peur de กลัวใคร
J'ai peur de mon père = J'ai peur de lui.
V. rêver de ฝันถึงใคร
Je rêve de Marion Cotillard = Je rêve d'elle.
V. avoir besoin de ต้องการใคร
J'ai besoin de mes parents = J'ai besoin d'eux.

V. parler de quelque chose à quelqu’un พูดถึงเรื่องอะไรกับใคร

·      วางหลัง ne que หรือหลัง ni
Je ne connais que lui ici. ที่นี่ ฉันรู้จักเขาแค่คนเดียว
อธิบาย : ประโยคปฏิเสธ แต่ไม่มี pas หลังกริยา connais (มาจาก V. connaitre ผันกับประธาน Je) เนื่องจาก

Ni toi ni moi ne le comprenons. ไม่ทั้งเธอและฉันที่เข้าใจมัน
อธิบาย : ni เท่ากับ et แต่หากเป็นประโยคปฏิเสธ เราจะใช้ ni แทน et
ni ... ni ne เทียบเท่ากับ neither nor ในภาษาอังกฤษ
กริยา comprenons มาจาก V. comprendre ที่ผันกับประธาน Nous ในกาล le présent
Ni toi ni moi = Nous
·      วางหน้ากริยาไม่ผัน l’infinitif
Moi, faire du sport? Jamais!
·      วางหน้า -même (s) เพื่อเน้นย้ำว่ากระทำด้วยตัวเอง (เทียบเท่ากับ one’s self ในภาษาอังกฤษ หน้า même ต้องมี un trait d’union หรือ ขีดคั่นกลางเสมอ และ même จะเติม s เมื่อสรรพนามที่มันตามหลัง เป็นพหูพจน์
Les enfants ont fait eux-mêmes ce gâteau.
·      ใช้ soi กับประธานเอกพจน์ บุคคลที่ 3 ที่เป็น indéfinis/ indéterminé เช่น On, Chacun, Tout le monde, Nul, Personne, Quiconque, Tel ที่หมายถึง ทุกคน แต่ละคน ซึ่งเป็นสรรพนามไม่เฉพาะเจาะจง และเป็นการ กล่าวแบบทั่วไป
On va chez soi. ทุกคนกลับบ้านของตน
Il faut confiance en soi. คนเราต้องเชื่อมั่นในตัวเอง
Tout le monde doit le faire soi-même. ทุกคนต้องด้วยตัวเอง

Quand on est amoureux, on n’est plus vraiment soi-même. เมื่อคนเรามีความรัก มักจะไม่เป็นตัวของตัวเอง

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นประธานที่ระบุเจาะจง จะใช้ lui, elle, eux และ elles แทน
Depuis qu’il est amoureux, André n’est plus vraiment lui-même. ตั้งแต่เขามีความรัก อองเดรไม่เป็นตัวของเขาเองอีกต่อไป
อธิบาย : ใช้ lui-même เนื่องจากมีการระบุชื่อคนอย่างชัดเจนในประโยค ทำให้ทราบว่าใคร
แต่ถ้าไม่เอ่ยชื่อคน และไม่ได้ใช้ประธาน il แต่ใช้ on จะต้องใช้ soi-même แทน

soi ยังใช้ในบางวลี หรือ สำนวน
en soi ในตัวของมันเอง
aller de soi เห็นได้ชัด
soi-disant เทียบเท่ากับคำว่า so-called ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ที่เขาเรียกกัน ดังกล่าว

จบแค่นี้นะคะ สำหรับ les pronoms toniques แล้วค่อยมาต่อกับเรื่องกรรมตรงและกรรมรองต่อไป