Thursday, June 11, 2015

Apprendre le français: Négation

มาดามแวะมาแชร์เทคนิคการจำเรื่องการสร้างประโยคปฏิเสธในภาษาฝรั่งเศส หรือ La négation หรือ négatif นั่นเองค่ะ

ปฏิเสธ ไม่ยากค่ะ แค่เติม  Ne ... pas เข้าไป ก็ ไม่นู่น ไม่นี่ แล้วค่ะ  เจ้า "ne...pas" นี่ เทียบเท่ากับ "not" ในภาษาอังกฤษค่ะ

 
มาดามทำสรุปเรื่องปฏิเสธมาให้สาวๆอ่านและทำความเข้าใจค่ะ

·      Ne + verbe + pas
-La garagiste répare la voiture. ช่างซ่อมรถยนตร์คันนั้น
-La garagiste ne répare pas la voiture.
ช่างไม่ซ่อมรถคันนั้น
·      ประโยคที่เป็น composée เช่น le passé composée
Ne + auxiliaire + pas + verbe principal
-La garagiste a réparé la voiture. ช่างได้ซ่อมรถยนตร์คันนั้น
-La garagiste n’a pas réparé la voiture.
ช่างไม่ได้ซ่อมรถคันนั้น

มาดูเรื่อง  Les Articles ในประโยคปฏิเสธกัน
·      Les Articles définis คือ คำนำหน้านามที่ใช้กับคำนามที่เฉพาะเจาะจง เมื่อทำเป็นประโยคปฏิเสธ จะไม่มีการเปลี่ยนรูป article défini

Le => ne…pas le,     La => ne…pas,     l’ => ne…pas l’,     les => ne…pas les

Le
J’aime le chocolat.
ฉันชอบชอคโกแลตนี้
Je n’aime pas le chocolat.
ฉันไม่ชอบชอคโกแลตนี้
La
J’aime la voiture.
ฉันชอบรถคันนี้
Je n’aime pas la voiture.
ฉันไม่ชอบรถคันนี้
L’
J’aime l’alcool.
ฉันชอบเหล้านี้
Je n’aime pas l’alcool.
ฉันไม่ชอบเหล้านี้
Les
J’aime les fruits.
ฉันชอบผลไม้พวกนี้
Je n’aime pas les fruits.
ฉันไม่ชอบผลไม้พวกนี้

·      Les Articles indéfinis คือ คำนำหน้านามที่ใช้บอกเพศและพจน์ของคำนาม และไม่เฉพาะเจาะจง เมื่อทำเป็นประโยคปฏิเสธ จะต้องเปลี่ยนรูป article indéfini เป็น de

Un => ne…pas de,    une => ne…pas de,   des => ne...pas de

un
J’ai un chien.
ฉันมีสุนัข 1 ตัว
Je n’ai pas de chien.
ฉันไม่มีสุนัข
une
J’ai une voiture.
ฉันมีรถ 1 คัน
Je n’ai pas de voiture.
ฉันไม่มีรถ
des
J’ai des pommes.
ฉันมีแอปเปิ้ลหลายลูก
Je n’ai pas de pommes.
ฉันไม่มีแอปเปิ้ล
       ยกเว้น     กรณีที่ใช้ V. être จะไม่มีการเปลี่ยนรูป article indéfini ในรูปประโยคปฏิเสธ ง่ายๆ คือ ใช้ article indéfini แบบไหนก็แบบนั้น ไม่ต้องเปลี่ยน สำหรับ V. être

C’est un
=>
Ce n’est pas un
C’est une
=>
Ce n’est pas une
C’est du
=>
Ce n’est pas du
C’est de la
=>
Ce n’est pas de la
C’est de l’
=>
Ce n’est pas de l’
Ce sont des
=>
Ce ne sont pas des

                       C’est un ami.  =>  Ce n’est pas un ami.
                       Ce sont des études difficiles.  =>  Ce ne sont pas des études difficiles.





·      Les Articles partitifs คือ คำนำหน้านามที่นับไม่ได้

Du => ne…pas de,  de la => ne…pas de,   de l’ => ne…pas d’, des => ne…pas de

du
Je mange du chocolat.
ฉันทานชอคโกแลต
Je ne mange pas de chocolat.
ฉันไม่ทานชอคโกแลต
de la
Il a de la monnaie.
เขามีเงิน
Il n’a pas de monnaie.
เขาไม่มีเงิน
de l’
J’ai acheté de l’huile de tournesol.
ฉันได้ซื้อน้ำมันดอกทานตะวัน
Je n’ai pas acheté d’huile de tournesol.
ฉันไม่ได้ซื้อน้ำมันดอกทานตะวัน
des
J’ai acheté des confitures.
ฉันได้ซื้อแยม
Je n’ai pas acheté de confitures.
ฉันได้ซื้อผักโขม
       ยกเว้น     กรณีที่ใช้ V. être จะไม่มีการเปลี่ยนรูป article particif ในรูปประโยคปฏิเสธ เหมือนกรณีของ article indéfini
                       C’est de la musique =>  Ce n’est pas de la musique.

มาจำคำที่ต้องเปลี่ยนในรูปประโยคปฏิเสธกัน
quelques
บ้าง
ne … aucun + คำนามเพศชาย
ne … aucune + คำนามเพศหญิง
ไม่
Il reste quelques morceaux
Il ne reste aucun morceaux.
aussi
ด้วย
ne… pas non plus
ไม่ด้วย
Elle vient aussi.
Elle ne vient pas non plus.
beaucoup
beaucoup de
มาก
ne…pas beaucoup
ne…pas beaucoup de ไม่มาก
ne…guère ไม่ค่อยจะ

Il travaille beaucoup.
Il ne travaille pas beaucoup.
Il ne travaille guère.
Il y a beaucoup de bruit.
Il n’y a pas beaucoup de bruit.
déjà
แล้ว
ne… pas encore
ยังไม่
Elle est déjà là !
Elle n’est pas encore là !
encore
อีก
ne…plus
ไม่อีก
Il travaille encore.
Il ne travaille plus.
et
และ
ne…ni…ni
ไม่ทั้ง… และ…
Il aime la musique et le sport.
Il n’aime pas ni la musique ni le sport.
Il a un vélo et une voiture.
Il n’a ni vélo ni voiture.
quelque chose
บางอย่าง
tout
ทั้งหมด
ne…rien
ไม่เลยสักอย่าง
Il mange quelque chose.
Il ne mange rien.
Il connaît tout sur la musique.
Il ne connaît rien sur la musique.
quelqu’un บางคน
tout le monde
ทุกคน
ne… personne
ไม่มีสักคน
Il y a quelqu’un.
Il n’y a personne.
Tout le monde est là.
Personne n’est là.
quelque part
บางที่
partout ทุกทั้
ne…nulle part
ไม่สักที่
Il va quelque part ce week-end.
Il ne va nulle part ce week-end.
Il a cherché partout.
Il n’a cherché nulle part.
souvent บ่อย
toujours ทุกวัน
ne..jamais ไม่เคย
Il regarde souvent la télévision.
Il ne regarde jamais la télévision.
Il parle toujours.
Il ne parle jamais.

เกร็ดความรู้เรื่องประโยคปฏิเสธ
·      ในการสนทนา เรามักจะละคำว่า « ne » ในการพูดปฏิเสธ แต่จะเน้นคำว่า « pas » เช่น
-J’aime pas son attitude. ฉันไม่ชอบทัศนคติของเขาเลย
-C’est pas vrai ! ล้อเล่นป่าวนี่
·      ถ้ามี « sans » แปลว่า ปราศจาก, โดยไม่… ไม่ต้องใส่  « ne » อีก เพราะ « sans » เป็นปฏิเสธอยู่แล้ว
-Il est parti sans rien dire. เขาได้ออกไปโดยไม่กล่าวอะไร
·      « moi non plus » และ « ni moi non plus »หมายถึง  neither do I หรือ ฉันก็ไม่
-Il n’aime pas ce politicien et moi non plus. เขาไม่ชอบนักการเมืองคนนั้น และฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน
-Son mari ne boit pas de bière, ni elle non plus. สามีของหล่อนไม่ดื่มเบียร์ หล่อนก็ไม่เช่นกัน
·      Adjectifs possessifs เมื่ออยู่ในประโยคปฎิเสธ ให้คงไว้ ไม่เปลี่ยนรูป
เพศชายเอกพจน์
เพศหญิงเอกพจน์
พหูพจน์

mon
ma
mes
ของฉัน
ton
ta
tes
ของเธอ
son
sa
ses
ของเขา
notre
notre
nos
ของเรา
votre
votre
vos
ของคุณ
leur
leur
leurs
ของเขาทั้งหลาย
-C’est mon stylo. => Ce n’est pas mon stylo.

สามารถดาวน์โหลดสรุปในแบบ PDF ได้ที่
https://drive.google.com/file/d/0B_oD2Gt3XahWWDh0d1d4TTlrY3M/view?usp=sharing

Bon courage à tous!



































Wednesday, June 10, 2015

ช่องทางเลือกในการเรียนภาษากับ APP

ช่วงนี้มาดามแว๊บไปแว๊บมาบ่อยมากคร้า นี่ก็เพิ่งเปลี่ยนที่เรียนภาษาฝรั่งเศสค่ะ คราวนี้ได้เรียนแบบเต็มๆวันเลย ทุกวันจันทร์และวันอังคาร ตั้งแต่ 8h30 - 17h30 พอดีมีเพื่อนๆใจดีแนะนำว่าไม่ลองไปยื่นสมัครเรียนที่ APP Saverne ล่ะ มาดามเลยได้ไปสมัครเรียนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาค่ะ พร้อมกับได้ทำ test ค่ะ 5555 มันเยอะมากและยากด้วย เพราะมีทั้งเติมตัวอักษรที่หายไป  เรียงประโยค การอ่านบทความแล้วเลือกคำตอบ เขียนเรียงความ ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างคร้า ที่ไม่ได้ คือ ง่อยมากเรื่องศัพท์ เพราะที่ผ่านมา เรียนแบบความรู้กระจัดกระจาย เรียนแบบผู้ใหญ่ คือ ไม่ได้เรียนจาก a b c d และศัพท์เด็กๆ เป็นหมวดๆ แต่กระโดดข้ามพื้นฐานเหล่านี้ไปเลย ไปเรียนเรื่องการเขียน เลยทำให้ถนัดเรื่องการเรียงประโยคและเรียงคำมากที่สุด

APP คือ อะไร
APP ย่อมาจาก Atelier de Pédagogie Personnalisée หรือแปลเป็นไทย คือ เวิร์คชอพสำหรับการพัฒนาตน เป็นหน่วยงานที่ขึ้นกับ Pôle Emploi ของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีประมาณ 300 แห่งทั่วฝรั่งเศส และจัดให้มีการอบรม workshop ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร ทั้งพูดและเขียน การเรียนภาษาต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และแน่นอนภาษาฝรั่งเศส การใช้คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ และอีกมากมาย

อยากเรียนกับ APP ต้องทำอย่างไร
อย่างแรกต้องอยู่ในระบบของ Pôle Emploi ก่อนค่ะ
ถ้าอยู่ในระบบแล้ว เจ้าหน้าที่ Pôle Emploi  จะให้ใบส่งตัวเพื่อไปเรียนกับ APP ในเมืองใกล้ๆ อย่างมาดามได้ที่ APP Molsheim ได้ใบนี้มาก็ให้สำเนา scan เก็บไว้เลยค่ะ เพราะต้องส่งตัวจริงให้ APP (ส่งไปจวนจะ 6 เดือนแล้ว ยังไม่ติดต่อมาเลย มาดามเลยไปติดต่อ APP Saverne แทน ก็ใช้สำเนาใบส่งตัวแทนใบจริง เพราะยังไงก็อยู่ใน département 67 เหมือนกัน เลยไม่มีปัญหาเรื่องเรียนข้ามเมืองค่ะ เพราะไม่ได้ข้ามเขต)

APP แถวบ้านจะมีไหม
เข้าไปเช็คที่ www.app-reseau.eu 
แล้วกรอกรหัสไปรษณีย์ไปตรงช่อง (ที่วงกลมไว้ตามรูป)
จะขึ้นรายชื่อ  APP ให้มา พร้อมที่อยู่ และเบอร์ติดต่อค่ะ


เอกสารที่ต้องเตรียมไป เช่น ใบส่งตัวที่ Pôle Emploi ออกให้, carte de séjour หรือ récépissé de demander carte de séjour, carte vitale

หลังจากทำ test แล้ว เจ้าหน้าที่ APP จะให้ลงชื่อในสัญญาของ APP และเอกสารกลับไปอ่านที่บ้าน และค่อยนำมาให้เจ้าหน้าที่เอาใส่แฟ้มส่วนตัวของเราเอง เช่น ประกันอุบัติเหตุสำหรับการเดินทางมาเรียนและระหว่างเรียน ข้อตกลงและระเบียบในการเรียนที่ APP

สำหรับการเรียนกับ APP ควรมีพื้นฐานความรู้ภาษาฝรั่งเศสบ้างนะค่ะ แต่การเรียนการสอนของ APP แต่ละที่คงแตกต่างกัน สำหรับ APP Saverne นี่ มาดามเพิ่งเรื่มไปเรียนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาค่ะ ครูไม่ได้สอนเลย มีแต่ให้ทำแบบฝึกหัดตั้งแต่เช้ายันเย็น หัวบวมเลยค่ะ เข้าใจนะค่ะว่ามีผู้เรียนมากหลายคน คนสอนมีคนเดียว และมีห้องเรียนเดียวอีกด้วย แต่ละคนพื้นฐานต่างกัน เลยได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำแบบฝึกหัดของใครของมันไป แต่ถ้าทำไม่ได้ สามารถเรียกครูมาถามได้ค่ะ (อย่างว่าล่ะ ได้เรียนฟรี ก็ดีอย่าง เสียอย่างคร้า มาดามได้เรียน 121 ชั่วโมง ก็ปลื้มสุดๆแล้วคร้า)

ยังไง สาวๆ ลองให้คุณสามีติดต่อไปดูนะค่ะ เผื่อได้เรียน

Bonne chance!

Monday, June 1, 2015

เทคนิคการใช้หนังสือเดินทางเล่มเก่าและเล่มใหม่

เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2558 มาดามได้เดินทางกลับไปเที่ยวที่ไทยมาค่ะ เลยถือโอกาสไปทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่เลย เพราะหนังสือเดินทางที่ถืออยู่จะหมดอายุในปีหน้า และถ้าเดินทางไปต่างประเทศนั้น วันหมดอายุของหนังสือเดินทาง หรือ date of expiry ต้องมีอายุมากกว่า 6 เดือนค่ะ  และมาดามไม่อยากเดินทางเข้าไปทำที่กรุงปารีส เพราะมาดามอยู่ไกล ถ้าต้องไปทำเล่มใหม่ ต้องนั่ง TGV ไป และอาจต้องค้างคืน  ในเมื่อมาไทยแล้วก็ไปทำเล่มใหม่เลย ใช้เวลาไม่นานด้วย แถมเสียเงินแค่พันเดียว รอแค่ 2-3 วันได้

ปกติมาดามชอบไปทำหนังสือเดินทางที่กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ เพราะมีเคาร์เตอร์เยอะ รอคิวไม่นาน แต่ครั้งนี้ลองไปทำที่ Thanya Park ค่ะ เนื่องจากใกล้บ้านมากกว่า และที่แน่นอน มีที่จอดรถแยะ ถ้าขับไปแจ้งวัฒนะละก็ ไม่รู้จะต้องวนสักกี่รอบถึงจะหาที่จอดรถได้ (แถมมาดามนี่ขับรถเก่งมาก ถอยจอดนี่ปัญหาระดับชาติเลย 555) ที่ธัญญะปาร์คนี่ จะอยู่ที่โซน E ชั้น 2 ถ้าไปจอดรถที่โซน E ต้องวนหาที่จอดรถค่ะ เพราะมีแต่รถของผู้มาขอทำหนังสือเดินทาง ถ้าจอดที่โซนอื่นก็เลือกจอดได้สบาย

ในการขอทำหนังสือเดินทาง หรือ passport นั้น แค่นำบัตรประชาชนไปก็พอค่ะ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ก็ต้องนำใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลไปด้วย และถ้าเป็นการทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ เนื่องจากเล่มเก่าหมดอายุ หรือใกล้หมดอายุ ต้องนำเล่มเก่าไปด้วยนะค่ะ ยิ่งถ้าเป็นกรณีให้จัดส่งเล่มใหม่ไปทางไปรษณีย์ ต้องนำไปในวันที่ขอทำเล่มใหม่เลย เพราะเจ้าหน้าที่ต้องทำการยกเลิกเล่มเก่าค่ะ วันที่ไปทำ มาดามลืมเอาเล่มเก่าไปด้วย เจ้าหน้าที่เลยระบุในใบรับเล่มว่าต้องนำเล่มเก่ามาด้วยค่ะ

ปัจจุบัน เราสามารถเลือกว่าจะได้หนังสือเดินทางแบบเร่งด่วน หรือแบบธรรมดา แบบเร่งด่วน คือ สามารถรับเล่มในวันถัดไปได้ เสียค่าธรรมเนียม 2,000 บาท ถ้าด่วนมากที่สุด คือ รับในวันนั้นเลย เสียแพงหน่อย คือ 3,000 บาท ทั้งนี้ จะมีการกำหนดว่าในแต่ละวันสามารถยื่นขอทำแบบเร่งด่วนได้กี่ราย แนะนำว่าให้ไปแต่เช้าเลยค่ะ
แบบธรรมดาก็ 2 วันถัดไปมารับเล่ม เสีย 1,000 บาท แบบธรรมดาแต่ให้ส่งทางไปรษณีย์ จะมีค่าส่ง 40 บาท 

ในวันรับเล่มต้องนำเล่มเก่าติดไปด้วยค่ะ เพราะอะไรเหรอค่ะ เพราะเราไม่ใช่คนธรรมดา 555 คือ ถ้าในเล่มเก่ามีวีซ่าระยะยาวติดตามสามีอยู่และยังไม่หมดอายุ หรือ วีซ่าอื่นๆ เช่น USA (ต้องไปรับรองที่สถานทูต US อีกด้วย) UK Schengen ที่มีอายุ 10 ปี และยังไม่หมดอายุ ต้องไปยื่นขอรับรองวีซ่าให้สามารถใช้ต่อได้ในหนังสือเดินทางเล่มใหม่ค่ะ โดยสามารถยื่นเรื่องได้ที่กองนิติกรณ์ ณ ช่องที่เขียนว่ารับรอง ถ้าที่ธัญญะปาร์ค จะอยู่ด้านซ้ายมือค่ะ

ขั้นตอนการบันทึกรับรองวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุในเล่มเก่าให้สามารถใช้ต่อไปได้
  • หลังจากรับหนังสือเดินทางเล่มใหม่แล้ว ให้ไปติดต่อที่ช่องรับรอง ของกองนิติกรณ์ โดยแจ้งว่าจะมีวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุในหนังสือเดินทางเล่มเก่า
  • รับใบคำร้องขอนิติกรณ์มากรอก http://www.consular.go.th/main/contents/files/services-20120630-195421-995469.pdf  ใบคำร้องที่กองนิติกรณ์จะมีคำว่า P.P ประทับอยู่ค่ะ  คือ เป็นใบคำร้องสำหรับรับรองวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุ
  • เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอรับรองวีซ่า คือ หนังสือเดินทางเล่มใหม่ หนังสือเดินทางเล่มเก่าพร้อมสำเนา สำเนาหน้าวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุ carte de séjour พร้อมสำเนาถ้ามี carte de séjour แล้ว
  • ชำระค่าธรรมเนียม 100 บาท
  • รอรับเล่มคืนประมาณ 1-2 ชั่วโมง และนำใบเสร็จไปยื่นตอนรับเล่มคืน
 หน้าตาของบันทึกรับรองวีซ่าที่ยังไม่หมดอายุ

เทคนิคการใช้หนังสือเดินทางทั้งเก่าและใหม่ คือ การรัดหนังยาง ทำให้เล่มเก่าและใหม่อยู่คู่กันเป็นปาท่องโก๋ ค่ะ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องควานหาแต่ละเล่ม  เนื่องจากเราต้องแสดงวีซ่าที่อยู่ในเล่มเก่าให้ ต.ม. ทั้งไทยและเทศดูค่ะ พี่ไทยนะไม่มีปัญหา แต่ปัญหาเริ่มมาตอนที่เปลี่ยนเครื่อง transit สำหรับคนที่ไม่ได้บินตรง มาดามเจอที่ Doha เจ้าหน้าที่ของสายการบินตรวจนาน และถามนู่นนี่ และขอดู carte de séjour (จะมีได้ไง ยื่นขอไปล่วงหน้า 3 เดือนก่อนวีซ่าในเล่มจะหมด ยังไม่ได้ ได้มาแต่ Récépissé de demandé de carte de séjour และไม่ได้พกมาด้วย เพราะวีซ่ายังใช้ได้ถึงมิถุนายน) เพราะเธอไม่อ่านหน้าบันทึกในเล่มใหม่ค่ะ เราต้องพลิกไปที่หน้าวีซ่าเล่มเก่า และอธิบายว่ามันเป็น multiple entry  มาดามเดาว่าถ้ามี carte de séjour แล้วก็ยื่นให้ดูเลย คงไม่ต้องมาเสียเวลาอธิบายแบบนี้ค่ะ

ที่มาของการใช้หนังยางรัดหนังสือเดินทางเล่มเก่ากับเล่มใหม่ เพราะตอนที่มาดามยื่นขอวีซ่าไต้หวัน จะต้องนำเล่มเก่าที่เคยมีวีซ่า Schengen ไปแสดง เจ้าหน้าที่เค้านำหนังยางมารัดให้คู่กันแบบนี้ เลยจำมาใช้คร้า

เมื่อเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศส ต.ม. ฝรั่งเศสจะพลิกหาวีซ่าค่ะ เราต้องบอกว่ามีหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ส่วนวีซ่าอยู่ในเล่มเก่า แล้วเค้าจะเปิดดู และประทับตราให้ในเล่มเก่า บนหน้าที่คู่กับวีซ่า จากที่สังเกตุ ไม่มีใครสนใจอ่านหน้าบันทึกรับรองในเล่มใหม่เลย ดังนั้น ต้องพกทั้งเล่มเก่าและเล่มใหม่ไปแบบนี้ตลอดเวลาค่ะ


Friday, May 29, 2015

Apprendre le français: Les Terminaisons

วันนี้มาดามทำตารางสรุปเรื่อง les terminaisons มาให้สาวๆ ที่กำลังมันตึ๊บกับเรื่องการผันกริยาในภาษาฝรั่งเศส การที่จะผันกริยาเก่ง ต้องขยัน conjugaison เองค่ะ พอฝึกผันกริยาบ่อยๆ ก็จะจำได้ ไม่ต้องท่องอีกต่อไป

แถมเรื่องคำที่ระบุสำหรับ temps ให้ค่ะ


Wednesday, May 27, 2015

Apprendre le français: La cédille

มาดามกลับมาจากไทยแล้วคร้า และเมื่อวานก็ไปเรียนมา เกือบเรียนตามเพื่อนๆในคลาสไม่ทัน 555 เพราะหยุดไปลัลล้าที่ไทยมา 2 วีคเต็มๆ

เมื่อวานคุณครูสอนเรื่องเมื่อไหร่ถึงใช้ une cédille
หลายคนคงจะงง  cédille คืออะไร????
la cédille เซดีล คือ ตัวอักขระพิเศษในภาษาฝรั่งเศส ง่ายๆ คือ ตัวอักษร c ที่เติมหางงูเข้าไปเป็น ç เพื่อให้อ่านออกเสียงเป็น /s/ หรือ ซ  และจะเติมเมื่อ c อยู่หน้า a, o, u เพราะถ้าไม่เติม cédille ตัว c (ที่ไม่มี e, i, y ตามหลัง) จะออกเป็นเสียง /k/ หรือ ค

หมายเหตุ  ถ้า c อยู่หน้า e, i, y จะออกเสียงเป็น /s/ หรือ ซ อยู่แล้ว จึงไม่ต้องเติม cédille เพื่อเปลี่ยนจากเสียง ค เป็น ซ อีก

มาดูตัวอย่างเพื่อจะได้เข้าใจ cédille มากขึ้น

con อ่านว่า คง แต่เมื่อเติม cédille เป็น çon อ่านว่า ซง

ca อ่านว่า คา  เมื่อเติม cédille เป็น ça อ่านว่า ซา
=>  un fabricant อัง ฟาบริค้อง , un commerçant อัง คงแมรคซ้อง
*ไหนบอกว่า c อยู่หน้า a ต้องเติมหาง cédille ไง ที่ un fabricant  ไม่เติมหาง cédille เพราะ fabricant  เป็นคำนามของกริยา fabriquer ฟาบริเก้ ที่แปลว่า ทำ สร้าง ส่วนคำนาม คือ une frabrique อุน ฟาบริค หมายถึง โรงงาน  หากลองสังเกตุ จะเห็นว่า รากศัพท์ คือ fabriquer ซึ่งลงท้ายด้วย quer ออกเสียง /k/ เสียง ค ดังนั้น เมื่อทำเป็นคำนามจึงเป็น fabricant  ส่วน  fabriquant คือ participe présent ของ V. fabriquer
=> le français เลอ ฟร้องเซ่ ภาษาฝรั่งเศส  แต่ Francophone ฟรองโคโฟน หมายถึง ที่พูดภาษาฝรั่งเศส คำนี้ไม่ต้องเติมหาง cédille เพราะมาจากคำว่า franco ที่มาจากภาษาละติน
=> ชื่อคน François ฟรองซัว  ชื่ออาหาร Salade niçoise ซาลาด นิซัวส

มาดามทำสรุปเรื่องการใช้ cédille มาให้ดูค่ะ ว่าเราจะเติมหาง cédille เมื่อไหร่ 


เพิ่มเติม  เติมหาง cédille สำหรับกริยาที่ลงท้ายด้วย cer  เมื่อ c อยู่หน้า a, o, u  เช่น
V. lancer ลองเซ่ หมายถึง โยน
Présent
Je lance, Tu lance, Il/ Elle lance, Nous lançons, Vous lancez, Ils/ Elles lancent
Imparfait
Je lançais, Tu lançais, Il/ Elle lançait, Nous lancions, Vous lanciez, Ils/ Elles lançaient
Passé simple
Il lança

กริยาที่ลงท้ายด้วย cevoir เช่น V. recevoir, V. apercevoir, V. décevoir เป็นต้น
V. apercevoir  อาแปรคเซอวัวร หมายถึง สังเกตุ เห็น
Présent
J'aperçois, Tu aperçois, Il/ Elle aperçoit,  Nous apercevons, Vous apercevez, Ils/ Elles aperçoivent
Imparfait
J'apercevais
Passé composée
J'ai aperçu

หลักในการจำ ถ้ารากศัพท์คำไหนเขียนด้วย ce ก็ให้เติมหาง cédille ไป เช่น efface => effaçant, glace => glaçon เป็นต้น